ถ้าพบข้อผิดพลาดในเว็บไซด์ จะแนะนำและติชม หรือสอบถาม ติดต่อที่ WEBMASTER
 
VISITORS


     







Not logged in [Login ]
Go To Bottom
Printable Version | Subscribe | Add to Favourites  
[*] posted on 15/4/08 at 09:22 Reply With Quote

เพราะเหตุใด..จึงมี "บั้งไฟพญานาค" ในวันออกพรรษาทุกปี (ตอนที่ 20)


(Update 2 ต.ค. 51)

« | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | 32 | »


ตอนที่ 20

รายการ "สารคดีแม่น้ำโขง มหานทีแห่งชีวิต" ตอนที่ 8




สารคดีแม่น้ำโขง มหานทีแห่งชีวิต

ตอนที่ 8 เทศกาลนิจนิรันดร์

ออกอากาศเมื่อ : 2008-06-23



ขอเถิดครับ..อย่าวิจัยเรื่อง “บั้งไฟพญานาค” เลย

โดย..นายแพทย์สมพนธ์ บุณยคุปต์
ประธานบริหาร ร.พ.วิชัยยุทธิ์

"..เมื่อวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2546 นี้ได้เห็นข่าวหน้าหนึ่งที่อ่านแล้วทนไม่ได้จึงต้องขอเขียนเรื่องนี้ขึ้น ข่าวเรื่องนั้นคือ นายพินิจ จารุสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้สั่งให้ ตั้งทีมนักวิทยาศาสตร์พิสูจน์บั้งไฟพญานาค โดยให้รองปลัดกระทรวงเป็นหัวหน้าและมีนักวิทยาศาสตร์ 10 คน และจะเอางบประมาณจากการท่องเที่ยวของจังหวัดหนองคาย

ขอเถิดครับ ถ้ากระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มีงานทำก็ทำงานอื่นเถิดครับ อย่าเอานักวิทยาศาสตร์ตั้ง 10 คนมาเสียเวลาทำงานนี้ และผมเสียดายงบประมาณ
ของจังหวัดที่จะนำมาใช้ในการนี้ มันเป็นเงินของผมด้วย เพราะผมเสียภาษีมากทุกปี ทำอะไรที่มันเป็นประโยชน์เถิดครับ ผมจะได้ไม่รู้สึกเสียดายเงิน ในฐานะที่ผมเชื่อว่าตัวเองเป็นนักวิจัยคนหนึ่ง ที่เคยวิจัยเรื่องทางการแพทย์มาหลายเรื่อง

นับตั้งแต่โรคเท้าช้างที่ปักษ์ใต้ โรคพยาธิในปอดที่สระบุรี โรคพยาธิหอยโข่ง และพยาธิตัวจิ๊ดเข้าสมองที่ตะวันออกเฉียงเหนือ และโรคตับอักเสบจากไวรัส ทั้งที่ได้ทุนจากสถาบันต่างประเทศและในประเทศ และผลงานการวิจัย
ได้ตีพิมพ์ในวารสารและได้รับเชิญให้เขียนลงในตำราต่างประเทศ

สิ่งที่ผมจะวิจัยผมจะต้องศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนว่ามีความเป็นไปมาอย่างไร มีปัญหาอะไรที่ยังไม่ทราบ และสมควรศึกษาหรือไม่ ประโยชน์ที่ได้จะคุ้มกับการลงทุนทั้งเงินและเวลาของคนทำ และผลจากการศึกษาจะต้องเป็นประโยชน์แก่สังคมหรือคน โดยเฉพาะคนไทย และอาจจะเป็นประโยชน์แก่คนที่อื่นในโลก

ย้อนกลับมาดูเรื่องบั้งไฟพญานาค ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าสนใจของคนทั่วไปซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ศึกษา และไม่รู้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาก่อน หรือฟังข้อมูล
ที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีเหตุผล เช่น เชื่อว่าทหารลาวหรือพระลาวเป็นคนทำ ซึ่งคนที่มีสติปัญญาคงจะไม่มีใครเชื่อว่า เพื่ออะไรที่ทหารลาวจะดำลงไปในแม่น้ำโขงเป็นระยะทางเกือบร้อยกิโลเมตร เพื่อจะยิงพลุขึ้นมาให้คนไทยดูเป็นร้อยเป็นพันลูก เอางบประมาณที่ไหนมาทำ ทำแล้วลาวได้อะไร

ทหารลาวมีเครื่องประดาน้ำมากมายที่จะดำลงไปยิงขึ้นมาตลอดแม่น้ำโขงหรือ? ถ้าเป็นพลุทำไมยิงขึ้นมาจากใต้น้ำได้ ใช้อะไรจุด คนที่พูดเคยไปดูหรือเปล่า ทำไมบั้งไฟขึ้นจากกลางแม่น้ำโขงโดยน้ำไม่แตกกระจายเลย ทำไมไม่มีเสียงดัง ทำไมแสงลูกไฟเป็นลูกกลมขึ้นไปเรียบและสูงเกินร้อยเมตรแล้วดับไปโดยไม่มีซากอะไรตกลงมาบ้าง

นึกอย่างไรทหารลาวมายิงในวันออกพรรษามากวันเดียวตลอดปี ทำไมทหารลาวเมื่อร้อยหรือพันปีย้อนหลังจึงมีเครื่องยิงจากใต้น้ำ เพราะเหตุการณ์นี้เป็นมาเป็นร้อยๆปีแล้ว แต่ขณะนั้นระบบข่าวสารข้อมูลไม่มี นอกจากชาวบ้านริมแม่น้ำโขงแล้วคนอื่นไม่สนใจ ด้วยคำถามเหล่านี้ ผู้ที่มีปัญญาคงจะตัดความสงสัยที่ว่า บั้งไฟพญานาคเกิดจากมนุษย์ทำขึ้นไม่ว่ามนุษย์นั้นจะเป็นใครก็ตามไปได้

ก่อนอื่นสำหรับผู้ที่ยังไม่เคยไปดูไปเห็นบั้งไฟพญานาคด้วยตนเอง ผมขอเสนอสิ่งที่ผมได้เห็นมาเมื่อหลายปีก่อน ผมและคณะจากโรงพยาบาลวิชัยยุทธได้ไปนั่งดูอยู่ติดริมแม่น้ำโขงในวันออกพรรษาวันแรก ซึ่งเป็นวันที่รู้กันมานานแล้วว่าวันอื่นไม่เห็น และที่น่าสนใจคือ ถ้าวันออกพรรษาของไทยและลาวไม่ตรงกัน บั้งไฟจะขึ้นไม่มาก แต่วันออกพรรษาของลาวจะขึ้นมากกว่าวันออกพรรษาของไทย

ผมและคณะไปดูที่ปากน้ำเป หนองคาย ตั้งแต่ 5 โมงเย็นพอตอนโพล้เพล้ เรานั่งจ้องแม่น้ำโขงและครั้งหนึ่งเราเห็นเงายาวๆในน้ำ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นอะไร เมื่อถ่ายรูปออกมาเห็นเป็นเงาดำๆ ยาวๆ อยู่ในแม่น้ำโขง ซึ่งบอกไม่ได้ชัดว่าเป็นอะไร (ดูรูปที่ 1) แต่ลักษณะคล้ายงูแต่ตัวใหญ่มาก แต่ในระยะนั้นยัง
ไม่มีบั้งไฟ จนเมื่อฟ้ามืดลงก็เริ่มเห็นบั้งไฟเริ่มขึ้นนานๆ ครั้ง ไกลจากที่เรานั่ง

ต่อมาเริ่มมากขึ้น และช่วงหลังขึ้นมาใกล้ที่เรานั่งดูอยู่จำนวนมาก เป็นลูกกลมสีแดงเข้มคล้ายสีของไฟเลเซอร์ ที่เราใช้ชี้บนจอภาพขึ้นจากแม่น้ำโขงเร็วมาก ขึ้นไปสูงขนาดแหงนคอแล้วก็หายไป ไม่มีการแตกกระจายเวลาดับ เวลาขึ้นจากน้ำก็ไม่มีเสียง และน้ำโขงไม่ได้แตกกระจายออก บางครั้งขึ้นลูกเดียว บางทีขึ้นไล่ติดๆกัน 3-4 ลูก

จากสถิติที่คนนับไว้แต่ละจุดหลายร้อยหรือเป็นพันๆ ลูก นับเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่น่าทึ่ง น่าสนใจมาก เรียกได้ว่ามหัศจรรย์และอธิบายไม่ได้ เมื่อดึกเข้าก็ยังขึ้นอยู่แต่ห่างขึ้น เราไม่ได้อยู่ดูต่อว่าหยุดเมื่อไร เพราะที่ได้เห็นก็อิ่มตาอิ่มใจแล้ว ขอบอกว่าถ้าใครยังไม่เคยเห็นเป็นสิ่งที่ควรไปดูอย่างยิ่ง แต่ต้องไปดูในจุดที่ชาวบ้านรู้ว่าขึ้นมาก เช่นที่ปากน้ำเป ที่ปากคาด ที่อำเภอโพนพิสัย เป็นต้น ที่จุดอื่นๆ ของแม่น้ำโขงก็เห็นบ้าง เช่นที่บริเวณ วัดหินหมากเป้ง ของหลวงปู่เทสก์

ปัญหาต่อไปคือ ถ้ามนุษย์ไม่ได้ทำเป็นเรื่องที่เกิดตามธรรมชาติใช่หรือไม่ คำตอบคงจะใช่ เพราะเมื่อไม่ใช่มนุษย์ทำสิ่งต่างๆในโลกนี้ย่อมเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่สิ่งที่เป็นธรรมชาตินี้มนุษย์อย่างเรายังไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด และโลกเราเองเป็นเพียงดาวดวงหนึ่งของจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล ที่เราไม่อาจรู้เรื่องของจักรวาลได้ทั้งหมด และวิทยาศาสตร์ไม่ใช่สิ่งที่จะตรวจสอบสิ่งต่างๆในธรรมชาติได้ทั้งหมด

จากที่มีข้อมูลว่ามีแพทย์ท่านหนึ่งได้ศึกษาว่า บั้งไฟเกิดจากการรวมตัวของแก๊สตามธรรมชาติ การที่เกิดขึ้นในคืนวันออกพรรษา เพราะสภาวะต่างๆ เหมาะสมนั้น เป็นคำประเมินที่ทางวิทยาศาสตร์ยอมรับไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ว่าทุกอย่างจะเกิดตรงกันทุกปีและเกิด 1-2 วัน ทั้งๆ ที่วันออกพรรษาแต่ละปีไม่ตรงวันกัน อุณหภูมิหรือสภาวะดินฟ้าอากาศที่แม่น้ำโขงในวันนั้นๆ ก็ไม่ได้เหมือนกันทุกปี แล้วทำไมไม่เกิดที่ส่วนอื่นของแม่น้ำโขง หรือแม่น้ำอื่นๆอีกทั่วโลก และอย่างไรก็ไม่ใช่แก๊สแน่ ไม่มีการระเบิด ไม่มีเสียง ไม่มีการแตกของ
น้ำได้แต่ขึ้นและดับไปเฉยๆ

ดังนั้น ในความเห็นของผมคำอธิบายนี้ยึดถือไม่ได้ ทำไมชาวบ้านตั้งแต่อดีตจึงเรียก “บั้งไฟพญานาค” ทั้งที่ไม่มีใครเคยเห็นพญานาค เคยรู้จัก แต่นาคที่เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกัน พญานาคเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลกนี้ใช่หรือไม่ ทำไมถ้ามี คนทั่วไปจึงไม่เคยเห็น น่าคิดว่าทำไมคนโบราณเขาถึง
ปั้นรูปพญานาคไว้ตามสถานที่เคารพต่างๆ นับตั้งแต่สมัยขอมในศาสนาพราหมณ์ เช่นที่ นครวัด (ดูรูปที่ 1) ที่มีอายุเป็นพันปี หรือแม้แต่ในเทวสถานหลายๆแห่งในเมืองไทย มาจนถึงบันไดวัดไทยหรือพม่าในปัจจุบันก็มีรูปพญานาคอยู่ มี 1 หัวบ้าง 5 หัวบ้าง 7 หัวบ้าง (ดูรูปที่ 2,3)

พญานาคมุจลินท์

ถ้าเป็นเช่นนี้แสดงว่าพญานาคเป็นสิ่งที่ทางฮินดูและพุทธศาสนารู้จักดีใช่ไหม? ซึ่งสองศาสนานี้อายุมากกว่า 2500 ปีแล้ว น่าจะแสดงว่าพญานาคเป็นสิ่งโบราณของศาสนาทั้งสอง ผู้ที่เคยอ่านพระพุทธประวัติ คงจะได้ทราบว่า พระพุทธองค์เกี่ยวข้องกับพญานาคในหลายโอกาส เช่น
เมื่อพระพุทธองค์สำเร็จพระโพธิญาณตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทโธแล้ว พระองค์ได้เสวยวิมุติสุขอยู่ 49 ราตรี หรือ 7 สัปดาห์ โดยเปลี่ยนสถานที่ไปทุกสัปดาห์ ในวันสุดท้ายของสัปดาห์ที่ 6 พระพุทธองค์ประทับอยู่ใต้ต้นมุจลินท์ มีพายุฝนนอกฤดูอย่างหนัก

พญานาคชื่อ "มุจลินทรนาคราช" ได้มาขดหาง 7 รอบ หุ้มพระพุทธองค์ไว้และแผ่พังพอนเหนือเศียร เพื่อบังฝนและลมไม่ให้ต้องพระพุทธองค์ ซึ่งเหตุการณ์นี้จึงเป็นที่มาของศิลปกรรม “พระนาคปรก” ประจำวันเสาร์ที่พระนาคปรกของพม่า จะทำเป็นนาคขดหาง 7 รอบหุ้มองค์แผ่พังพอนเหนือ
เศียรจริงๆ (รูปที่ 4) แต่ช่างไทยได้ดัดแปลงให้สวยงามโดยขด 3 รอบรองให้พระพุทธองค์ประทับนั่ง และแผ่พังพานเหนือเศียร

ต่อมายังมีพญานาคมาเกี่ยวข้องในพระพุทธประวัติอีกหลายตอน เช่น ในพรรษาที่สองได้เสด็จไปนาคพิภพ ริมแม่น้ำคงคาและพระพุทธองค์ ได้แสดงธรรมตลอดราตรี และในพรรษาที่ 12 ขณะผ่านพาราณสี ได้ปราบพญานาคราชชื่อ เอรกปัตต์ ซึ่งมีคำเทศนาที่สำคัญบทหนึ่งคือ

ความเป็นมนุษย์ เป็นการยาก ชีวิตสัตว์ทั้งหลาย เป็นอยู่ยาก การได้ฟังพระสัทธรรม เป็นของยาก การอุบัติได้แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นการยากยิ่ง

ในพรรษาที่ 19 ได้แสดงธรรมโปรดนาคราชที่ แม่น้ำนัมมทา และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้ให้พญานาคราชนำไปบูชา ซึ่งคงจะเป็นเช่นเดียวกับรอยพระพุทธบาทที่เราเคารพบูชากันอยู่ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายตอนที่เกี่ยวกับพญานาค เช่นเดียวกับที่มีเรื่องเกี่ยวกับยักษ์ และเทวดา แม้แต่เรื่องการที่นาคปลอมตัวเป็นมนุษย์ไปบวช แต่ถูกจับได้ ต่อไปในคำขอบวชแบบ "เอสาหัง" ที่ใช้ตั้งแต่พุทธกาลมาจนถึง ปัจจุบันนี้ยังมีคำถามว่า “มนุสโสสิ” “ท่านเป็นมนุษย์หรือไม่”

ด้วยเหตุดังนี้ บรรดาคนที่เรียกตัวเองว่า "ปัญญาชนยุคใหม่" คงจะไม่ยอมรับว่ามี "พญานาค" เช่นเดียวกับ "ยักษ์" หรือ "เทวดา" เพราะไม่เคยเห็น พิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ และอ้างว่าเรื่องในสมัยพระพุทธเจ้าเป็นการต่อเติมเสริมขึ้น แต่ถ้าเราจะมาดูหลักฐานที่เกิดขึ้นในยุคของเรานี้ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ซึ่งเป็นปรมาจารย์พระสายปฏิบัติหรือพระป่าองค์แรก มีลูกศิษย์มากมายที่เป็นอรหันต์ทั้งสิ้น ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ ตามที่ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ที่ได้บันทึกประวัติของอาจารย์มั่นไว้ในหนังสือ “ปฏิปทาของพระธุดงคกรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ” ใจความว่า

“ท่านอาจารย์องค์นี้มีนิสัยชอบรู้สิ่งต่างๆ จำพวกกายทิพย์ที่สายตามนุษย์ไม่อาจมองเห็นได้ เช่น พวกเปรต ผี เทวบุตร เทวธิดา พญานาค คล้ายคลึงกับท่านอาจารย์มั่น”

“ผู้เขียนเรียนถามเกี่ยวกับพวกกายทิพย์ เช่น พญานาค เป็นต้น ท่านพูดได้ละเอียดลออน่าฟัง ท่านว่าพวกพญานาคมีฤทธิ์มานิรมิตกายได้ต่างๆ เวลามาเยี่ยมท่าน ท่านให้เขานิรมิตให้ท่านดู เขาเรียนท่านว่าการนิรมิตกายของพวกพญานาคไม่เป็นของยากลำบากอะไรเลย จะนิรมิตให้เป็นอย่างไรก็ได้ตามต้องการ”

“...ที่ว่าพญานาคพ่นพิษนั้น ท่านเล่าว่าสมัยท่านไปเที่ยววิเวกแถบฝั่งแม่น้ำโขงกับท่านอาจารย์มั่น ขณะพักอยู่ในที่บางแห่งมีบึงน้ำใสสะอาดน่าอาบดื่ม
ใช้สอย แต่ท่านอาจารย์มั่นห้ามไม่ให้พระลงอาบและตักน้ำที่นั่นมาดื่มใช้สอย กลัวพญานาคพ่นพิษใส่ในน้ำนั้นไว้ เวลาตักมาใช้และอาบดื่มจะเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยกันลำบาก เพราะพญานาคพวกนี้ยังไม่มีความเคารพเสื่อมใสในพวกเรา...”

“...เรื่องพญานาคที่ถือทิฐิมานะแข่งดีกับท่านอาจารย์มั่นได้กลับยอมตนลงโดยสิ้นเชิง และถวายตัวเป็นศิษย์ศึกษาอรรถธรรมกับท่านด้วยความสนใจ
เลื่อมใสอย่างยิ่ง ตั้งแต่วันนั้นมาเมื่อทราบว่าพญานาคยอมตนและถอนพิษออกจากน้ำหมดแล้ว ท่านจึงสั่งให้พระลงอาบน้ำและใช้สอยน้ำในบึงนั้นต่อไป…”

“การหยั่งทราบเรื่องลึกลับต่างๆ ดังเรื่องพญานาคเป็นต้น ท่านอาจารย์มั่นนับว่าท่านละเอียดลออมาก ยากที่ลูกศิษย์คนใดจะเสมอเหมือนได้ การปฏิบัติต่อพวกกายทิพย์นั้น ท่านอาจารย์ก็คอยแนะนำพระอยู่เสมอ…”

นอกจากนี้พระอริยสงฆ์อีกหลายรูปที่พิสูจน์ ได้ว่าเป็นอรหันต์จากที่กระดูกของท่านหลังจากเผาแล้วได้กลายเป็นพระธาตุก็ได้เขียนยืนยันว่า พญานาคมีจริง ซึ่งท่านที่เป็นอรหันต์เหล่านี้ย่อมพูดปดไม่ได้คำถาม คือถ้ามีจริงทำไมไม่มีใครที่เป็นคนธรรมดาเห็น คำอธิบายสั้นๆคือ เราอยู่กันคนละมิติหรือภาษาธรรม
เรียก