ตามรอยพระพุทธบาท

การสร้างสมเด็จองค์ปฐม (ทรงเครื่องพระนิพพาน) ณ วัดสิริเขตคีรี (ตอนที่ 3)
kittinaja - 27/6/08 at 19:55

« l 1 l 2 l 3 l 4 l 5 l 6 l 7 l 8 l »


ประวัติการสร้างวัดสิริเขตคีรี (วัดพระร่วง)


งานพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ครั้นได้รวบรวมเงินทอดกฐินทั้งหมด ซึ่งมี เจ๊รัตนา และลูกๆ ช่วยกันนับ ปรากฏว่าได้เงินประมาณ ๕,๓๕๘,๒๘๐ บาท รวม ทั้งเครื่องบริวารกฐินอีกมากมาย เสร็จแล้วจึง ได้เริ่ม พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เมื่อเวลา ๑๓.๓๐ น. โดยมี หลวงพี่โอเป็นประธานในการจุดธูปเทียนที่โต๊ะบวงสรวงในภาคบ่าย


เมื่อพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ ได้ทำพิธีบวงสรวงแล้ว ผู้เขียนจึงได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ญาติโยมสรงน้ำแล้วไว้ในผอบศิลา พร้อมทั้งอัญเชิญ แผ่นดวงชะตาประเทศไทย แผ่นศิลาจารึกและ แผ่นดวงชะตา ของทุกคน แล้วตั้งเป็นขบวนแห่โดยพระภิกษุสามเณรนำญาติโยมร่วมเดินขบวนจากด้านล่างขึ้นไปบนพระจุฬามณี อันประดิษฐานอยู่บนเนินเขาน้อยๆ

เสียงการเจริญพระพุทธคุณดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น หยุดการส่งเสียงเรียกขานใดๆ ทั้งสิ้น ในขณะที่ขบวนแห่เดินขึ้นไปเรื่อยๆ มีบางคนที่ยืนรอยู่ข้างทางต่างก็พนมมืออธิษฐานร่วมบุญกุศลในครั้งนี้กันอย่างเต็มที่ ท่ามกลางท้องฟ้าที่แจ่มใส บอกเหตุแห่งความเจริญ ณ สถานที่แห่งนี้ในกาลข้างหน้า


ขบวนพระสงฆ์และอุบาสกอุบาสิกาเดินขึ้นไปไม่ไกลเท่าใดนักก็ถึงพระจุฬามณี แล้วจึงได้อัญเชิญผอบพระบรมสารีริกธาตุและวัตถุสิ่งของต่างๆ ไว้บนโต๊ะหมู่บูชา สำหรับโต๊ะหมู่บูชานี้ถวายโดย คณะลูกสัมพเกษี คือ คุณจารุภา (หลี) คุณประดิษฐ์ (ก๊วยเจ๋ง)โดยมีคุณรัศมี (แมว)เป็นเจ้าภาพใหญ่ ส่วนบายศรีก็มี คุณใหญ่ เกาะกูด และ กลาง โพธาราม ร่วมกันเป็นเจ้าภาพด้วย

ครั้นได้จัดเครื่องพิธีเสร็จแล้ว ญาติโยมพุทธบริษัทก็มานั่งห้อมล้อมอยู่ที่ปากหลุม ห้องพระธาตุ โดยมีผู้ที่ไม่ได้ร่วมขบวนแห่ต่างก็มานั่งรอในพระจุฬามณีอยู่ก่อนแล้วเป็น จำนวนมาก พอขบวนแห่มาถึงจึงต้องนั่งเบียดกันแน่นไปหมดในบริเวณนั้น แต่คนที่นั่งอยู่ ก่อนแล้วก็มีน้ำใจขยับให้พอนั่งได้บ้าง

เมื่อได้เวลาอันเป็นอุดมฤกษ์ จึงได้เริ่มพิธีอันเป็นมหามงคลต่อไป โดยประธาน ฝ่ายฆราวาสจุดธูปเทียนที่โต๊ะหมู่บูชา ทายกนำกราบพระ แล้วอาราธนาพระปริตร พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์เป็นสิริมงคล และเพื่อทำพิธีบูชาพระเคราะห์ ๑๐๘ ไปด้วย


ต่อจากนั้น หลวงพี่โอ, ผู้เขียน, ท่านสมศักดิ์, ท่านอาจินต์, ท่านวันชัย, และ ท่านมหาเพิ่มทรัพย์ ต่างก็เดินลงไปที่ก้นหลุมที่ทำไว้เป็นห้องสี่เหลี่ยม ๔ x ๔ เมตร แล้วก็ได้ช่วยกันตอกไม้มงคลและวางอิฐเงินอิฐทอง ที่เจ้าภาพกฐินแต่ละคณะนำมาวางรอไว้ก่อนแล้ว ต่อจากนั้นจึงได้วางแผ่นศิลาฤกษ์ และแผ่นดวงเมืองไทยไว้ตรงกลางหลุม


โดยมีญาติโยมนั่งและยืนพนมมือมุงดูอยู่ข้างบน ผู้เขียนแหงนมองขึ้นไปโดยรอบ เห็นแต่ละคนมีใบหน้ายิ้มแย้ม ต่างก็ช่วยกันส่งวัตถุสิ่งของต่างๆ โดยเฉพาะผอบหินและพระเจดีย์หินอันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ได้ถูกวางไว้บนแผ่นดวงชะตาของประเทศไทย พร้อมกับแผ่นดวงชะตาของพวกเราทุกคน ได้ถูกบรรจุรวมไว้กับพระบรมสารีริกธาตุ


ต่อจากนั้นพวกที่อยู่ข้างบน ต่างก็ช่วยกันส่งอิฐเงินอิฐทองที่มีมากมายนับร้อยก้อน ลงมาวางเรียงไว้ก้นหลุมทั้งหมด แล้วก็โปรยกลีบดอกไม้หลายหลากสี มองดูแล้วสวยงามมาก ทั้งสีเหลืองสีแดงและสีขาว ภาพการทำพิธีแบบโบราณ คือวิธีการฝังไว้ใต้ดินนี้ เป็น ภาพที่ไม่ค่อยจะได้เห็นบ่อยนัก


ในขณะที่ทำพิธีอยู่นี้ พระภิกษุสงฆ์ที่นั่งอยู่บนอาสนะหลายสิบรูป ต่างก็เจริญชัยมงคลคาถา เสียงฆ้องกลองและเสียงพิณพาทย์ก็ได้บรรเลงขึ้น พร้อมกับเสียงพลุ ๒๑ นัด ดังลั่นตลอดพิธี

จึงถือว่าสถานที่แห่งนี้เป็นมหามงคลยิ่ง ที่จะได้เป็นที่สถิตของพระบรมสารีริกธาตุไว้ใต้ดินภายในพระจุฬามณี ในขณะที่จะเสร็จ พิธีนี้ พอดีมีโยมผู้หญิงคนหนึ่งถวายสร้อย ส่งลงมาให้ผู้เขียนอีก ซึ่งขณะนั้นพระองค์อื่นก็เดินขึ้นไปหมดแล้ว ส่วนผู้เขียนก็คิดว่าจะเดินขึ้นบันไดตามไปทีหลัง

แต่เมื่อญาติโยมส่งสร้อยมา จึงได้นำไปคล้องไว้ที่ยอดเจดีย์หินนั้น เพียงเส้นเดียว เท่านั้นเอง ผลปรากฏว่าเป็นที่ชอบใจ โดยเฉพาะคนที่ยังอยู่เมื่อเห็นว่ามีคนอื่นถวายอีก ทั้งๆ ที่ตนเองก็ถอดถวายไปก่อนแล้ว ภาพแบบนี้เหมือนกับที่เขาแขวนบูชาพระเขี้ยวแก้วที่ประเทศศรีลังกา จะเห็นว่าที่ผอบแก้วนั้น มีสร้อยสังวาลย์และของมีค่าต่าง ๆ ที่เป็น เครื่องประดับกายคล้องบูชาไว้มากมาย


ด้วยเหตุนี้ พวกเราที่ได้ถวายไปแล้วต่างก็ต้องถอดถวายในส่วนที่ยังมีอยู่อีก บางคนถึงกับลุกขึ้นไปถอดสร้อยคอจากสามีของตนเอง จากนั้นก็มีคนถอดสร้อยถอดแหวน เพิ่มเติมกันอีกมากมาย จนกระทั่งผู้เขียนไม่สามารถจะนำไปคล้องไว้ได้หมด เพราะแขวน ไว้จนล้นยอดพระเจดีย์ มีหลายคนปลื้มปีติจนน้ำตาไหล ในขณะนั้นทุกคนมีอารมณ์อยู่ใน “ทานบารมี” อย่างเต็มระดับจริงๆ

เหตุการณ์ตอนนั้นก็เป็นเวลาเย็นแล้ว แต่ทุกคนก็ยังไม่อิ่มไม่เบื่อ เพราะแต่ละคน ต่างก็คอยมองดูว่า ถ้าทางด้านโน้นถอดออกมาถวายได้ ทางด้านนี้ก็ถอดได้เหมือนกัน ต่างคนต่างช่วยกันลุ้น แล้วก็ถอดกันไปถอดกันมา บางคนถอดจนแม้กระทั่งเข็มขัดเอว ผลสุดท้ายกระทั่งล๊อคเก็ตหลวงพ่อที่กลัดติดหน้าอกเสื้อ จนถึงหนังสือธรรมะเล่มเล็กๆ

มองดูแล้วเต็มไปหมดของที่ญาติโยมส่งลงมา เจ้าหน้าที่ต้องลงมาช่วยกันรับ เพราะ ญาติโยมส่งลงมาทั้งสี่ด้านของปากหลุม ถอดกันแล้วถอดกันอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความ เลื่อมใสศรัทธาต่อพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งมีจำนวนมากมายมหาศาลเนืองแน่นอยู่ในผอบ คิดว่าน่าจะนับเป็นแสนเป็นล้านองค์ เพราะเป็นของผู้ที่นำมาถวายไว้ให้บูชา และเป็นของ ที่ญาติโยมเตรียมกันมาเองด้วย


จากภาพเหตุการณ์ที่วัตถุสิ่งของเครื่องบูชาอันมีค่าทั้งหลายนี้ ญาติโยมที่ร่วมพิธีในครั้งนั้น คงจะระลึกถึงภาพเหล่านี้ จากความทรงจำได้เป็นอย่างดี เพราะทุกคนได้ถวายไว้ เป็นพุทธบูชา ณ อาณาจักรศรีสัชนาลัย อัน เป็น “แผ่นดินพ่อและแม่”ของพวกเราทุกคน โดยเฉพาะเครื่องประดับที่เป็นทองคำ คิดว่ารวมกันแล้วคงจะมีน้ำหนักหลายกิโลกรัม

นับว่าทุกท่านได้บูชาด้วยเครื่องประดับที่ล้ำค่าอันเป็นที่รักของตน อย่างไม่หวงแหน และเสียดาย เหมือนกับได้เคยกระทำแต่ชาติปางก่อนมาแล้วหลายวาระ เพื่อที่หวังผลคือ ความฝันอันสูงสุด และที่เป็นความสุขอย่างยอดเยี่ยม นั่นก็คือสุดยอดแห่งพระนิพพาน

การที่มาเกิดในชาตินี้ อันเป็นกาลสมัยที่ไม่พบพระศาสดา จึงไม่มีโอกาสได้ฟังธรรม เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ ถึงแม้ว่าพระคุณท่านพ่อจะลาพุทธภูมิไปแล้วก็ตาม แต่ท่านก็ ได้สั่งสอนไว้ให้เข้าถึงแก่นธรรมในปัจจุบันชาตินี้ แต่ถึงกระนั้นบางคนก็ยังขาดความมั่นใจในตนเอง เพราะไม่ได้รับการพยากรณ์ว่า จะทำกิจให้ถึงพระนิพพานในชาตินี้ได้ จำต้องปฏิบัติไปตามลำพังตนเอง เหมือนกับคนที่เดินไปแต่ยังไม่มีหลักที่มั่นคง

ถ้าหากจะย้อนถามกันจริงๆ ว่ามีใครมั่นใจในตนเองไหม ที่จะปฏิบัติให้เข้าถึงพระ นิพพานในชาตินี้ ทุกคนก็ต้องตอบว่าตั้งใจแน่ แต่อาจจะไม่มั่นใจว่าจะไปได้หรือไม่ เพราะในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่รู้ว่าจะตายตอนไหน อาจจะประมาทพลาดพลั้งเผลอสติไปก็ได้ แต่ก็ตั้งจิตเอาไว้เฉพาะพระนิพพาน ตามที่ท่านสอนไว้ทุกประการ โดยเฉพาะลายมือของท่านที่ได้บันทึกไว้เมื่อใกล้จะมรณภาพ (เมื่อวันที่ ๒๒ ก.ย. ๓๕)


ด้วยเหตุนี้ ท่านพระครูปลัดอนันต์จึงได้ชักชวนให้ญาติโยมได้ปฏิบัติตามที่ท่านแนะนำไว้ ส่วนผู้เขียนก็ได้พยายามหาหนทางทุกอย่าง ที่จะสร้างบุญบารมีให้เจริญขึ้นเป็นรูปธรรม คือหมายถึงหาวิธีทำให้เกิดความมั่นใจในตนเอง อันเป็นวิธีที่ไม่ขัดแนวทางของท่าน จะเป็นด้วยวิธีหนึ่งวิธีใดก็ได้ โดยเฉพาะวิธีนี้ส่วนใหญ่จะต้องเสี่ยงสัจจะอธิษฐานกัน

อย่างเช่นการที่จะต้องเดินทางไปกราบไหว้รอยพระพุทธบาทและพระบรมธาตุเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองที่สำคัญ บางครั้งจะต้องผจญกับอันตรายที่จะเป็นภัยถึงกับชีวิตได้ ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี ได้ไปกราบไหว้บูชาสถานที่สำคัญเกือบทั้งชมพูทวีป วิธีการปฏิบัติ คล้ายๆ กับโดยเสด็จพระราชกุศลนั่นแหละ พูดง่ายๆ คือถวายเงินให้แก่พระองค์ เพื่อนำไปเป็นสาธารณประโยชน์ให้แก่พวกเรา

แต่ในกรณีนี้เราต้องเดินทางไปทำเอง ถือว่าทำตรงตามที่องค์สมเด็จฯ ได้ทรงมีพระ บัญชาไว้กับพระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ แล้วสถานที่ไปทำนั้นก็เป็นเนื้อนาบุญที่สำคัญยิ่ง เพราะอยู่ในเขตพระพุทธศาสนา บุญบารมีก็จะมีผลเป็นทวีคูณ คือนอกจากกราบไหว้ปูชนียสถานที่สำคัญแล้ว ผู้เขียนก็ยังได้นำเงินที่ถวายส่วนตัว เพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์ ถาวรวัตถุในสถานที่เหล่านั้นอีกด้วย

และในโอกาสนี้ก็ได้กระทำพิธีอันเป็นมหากุศล ด้วยวิธีการนำ“แผ่นดวงชะตา”เฉพาะผู้ที่ปรารถนาไม่กลับมาอีก ฝังไว้ใต้ฝ่าพระบาทของพระพุทธองค์ ตามคำพูดเล่นๆ ที่ว่า “ไม่ต้องกลับมาผุดมาเกิดอีก” นั่นแหละ หรือแม้แต่ที่ได้กระทำพิธีบวงสรวง ๘ ทิศ ที่ผ่านไปแล้วเมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่จะเล่าในตอนต่อไปก็ตาม ถือว่าเป็นการเร่งบุญบารมีกันโดยเฉพาะกิจ ไม่ได้มาทำพร่ำเพรื่อส่งเดช

สำหรับความเห็นในเรื่องนี้ ถ้าท่านผู้อ่านมีความเห็นว่าไม่น่าจะสำคัญอะไร หรือคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ผู้เขียนก็ไม่ว่ากระไร เพียงแต่เล่าให้ฟังแค่นั้น ส่วนผลจะเป็นประการใด เราคงจะพิสูจน์ไม่ได้ในขณะนี้ แต่เท่าที่สังเกตได้ว่า หลังจากทำพิธีนี้ในปีแรก ปีต่อมาสถานที่นี้เดิมทีมีสภาพเป็นป่าเขา ไม่ใช่เป็นที่อยู่อาศัยของคนมาก่อน กลับเจริญรุ่ง เรืองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ผู้คนไปมาหาสู่มากมาย ใครบนอะไรก็มักจะได้ผล

คล้ายกับจะบอกเหตุว่า การทำพิธีดังที่กล่าวมานี้ น่าจะมีผลเป็นรูปธรรมแน่นอน คือหมายถึงว่าคำอธิษฐานตั้งความปรารถนาพระนิพพานในชาตินี้ คงจะสัมฤทธิ์ผลเป็น จริงอย่างแน่นอน ช่วยให้เกิดความมั่นใจในตนเองยิ่งขึ้น ฉะนั้น เมื่อเราเกิดมีความมั่นใจ ผลนี้ก็ส่งให้เราไปได้ตามที่ตั้งใจไว้อย่างมั่นคงแน่นอนที่สุด ไม่มีอุปสรรคในเรื่องวิบาก กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาขัดขวางริดรอน ในขณะที่ใกล้จะดับจิตจากสังขาร

ตรงกันข้ามถ้าหากว่าเราไม่มั่นใจในตนเอง ตายไปมันยังไม่แน่ว่าถึงที่สุดหรือไม่ สู้ทำให้เกิดความมั่นใจตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า ยังไงก็ไปสู้กันตอนใกล้จะตายอีกครั้ง ก็ถือว่ายังไม่หนักเกินไป โดยเฉพาะทุกขเวทนาที่จะบีบคั้นในขณะที่จิตจะดับ เราก็ได้ค่อยทยอยผ่อนส่งดอกเบี้ยไปให้เขาบ้าง เหมือนกับการชำระหนี้ระยะยาว ด้วยวิธีการกราบไหว้พระธาตุและพระพุทธบาทด้วยความยากลำบาก

ถือว่าเป็นการบูชาและอุทิศด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของเราทุกหยาดหยด เพื่อชดเชยทุกขเวทนาไปพลางๆ ก่อน จึงขอเตือนคนที่ไม่ชอบชนกับความทุกข์ ระวังทุกขเวทนามันจะไปรวบยอดในภายหลัง ควรจะชดใช้เขาไปบ้างนะ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่พยายาม อดทนสู้กับความทุกข์ในเรือนกาย แล้วเราจะ ส..สะ..สบาย..ในภายหลัง..!

แหม..คุยเป็นคนติดอ่างไปได้ เอาละ ขอเว้า..กันต่อไปว่า หลังจากเสร็จพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุพร้อมด้วยเครื่องประดับ อันมีค่ามากมายมหาศาลแล้ว พวกเราก็กราบไหว้บูชาถวายทรัพย์สินเหล่านี้ไว้เป็นสมบัติในพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งได้ถวายปัจจัยแด่พระภิกษุสามเณรทุกรูป เป็นจำนวนเงินรวมทั้งสิ้น ๑๕,๐๐๐ บาท อุทิศส่วนกุศลแล้วก็เดินคุยยิ้มแย้มกันออกมาด้วยความสุขใจ

ทั้งที่ร่างกายต้องเหน็ดเหนื่อยตลอดทั้งวัน ด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่แต่งอยู่ในชุดไทย แต่ก็ยังไม่เต็มที่นะ เพราะเคยบอกเอาไว้ก่อนล่วงหน้าว่า จะต้องไปแต่งชุดไทยกันเต็มที่ใน ปีที่ ๓ ของงาน แต่ละคนเดินคุยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัวกันมาก่อน พลันก็นึกขึ้นได้ว่า ค่ำคืนนี้ยังมีงานที่จะฉลองสมโภชรออยู่อีก จึงต้องรีบจ้ำกลับไปอาบน้ำยังที่พัก แล้วกลับมารับประทานอาหารเย็นกันอีก แต่ทว่าส่วนใหญ่ไม่ได้กลับไปหรอก คงอยู่รอจนงานเสร็จ เรียกว่าฉายม้วนเดียวจบไปเลย


ในขณะที่รอเวลาใกล้ค่ำนั้น ได้ยินสียงปี่พาทย์บรรเลงกล่อมในยามสนธยา นับว่าเข้ากับบรรยากาศดีจริง ๆ เป็นการบรรเลงเพลงไทยเดิมของเด็กนักเรียน "โรงเรียนบ้านท่าชัย" ผู้ที่นั่งทานอาหารอยู่นั้น จึงได้มีโอกาสฟังเสียงเพลงไปด้วย เป็นการช่วยให้คลายความเหน็ดเหนื่อยไปบ้าง อาหารมื้อเย็นครั้งนี้คงจะมีความเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ

ในระหว่างนี้ เจ้าหน้าที่ก็ช่วยกันเตรียมจัดสถานที่เพื่องานพิธีกลางคืน บ้างก็ช่วยกัน นำลูกโป่งที่ผูกไว้กับ "กระทงสวรรค์" และ "กระทงพระเคราะห์" ออกมาพร้อมทั้ง "โคมลอย" อีกด้วย เพื่อให้เจ้าภาพกฐินทั้งหลายได้ช่วยกันปล่อย ถือว่าเป็นการฉลองสมโภชในปีที่ ๑ กันเต็มที่.

« l 1 l 2 l 3 l 4 l 5 l 6 l 7 l 8 l »