ตามรอยพระพุทธบาท

เพชรพญานาค ตอนที่ 2 (ตอน..ผงแป้ง "ลูกสาวพญานาค")
praew - 24/11/09 at 11:33

เพชรพญานาค ตอนที่ 1, ตอนที่ 3

สารบัญ

16.
คำทำนายโบราณ (คัมภีร์เทวดา) (Update 25/10/52)
17.
คำแปล "คำทำนายโบราณ" (คัมภีร์เทวดา) (Update 05/11/52)
18.
ขยายความเรื่อง "สงครามแย่งพระธาตุ" (Update 15/11/52)
19.
เทวยักษ์ออกตามหาบุคคลผู้มีพระยาธรรม (Update 25/11/52)
20.
พระทันตธาตุ และ พระโลหิตธาตุ (Update 05/12/52)
21.
ประวัติการค้นพบ "รอยพระพุทธบาท" (Update 15/12/52)
22.
ลูกแก้วและเกล็ดพญานาค (Update 25/12/52)
23.
ผงแป้ง "ลูกสาวพญานาค (Update 05/01/53)




ประวัติ "พระคัมภีร์โบราณ" (สมุดใบลาน)




พระคัมภีร์โบราณ ๔ แผ่นแรก

ในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๘ (ตรงกับวันขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีระกา) เทวดาได้นำ "พระคัมภีร์โบราณ" ส่วนแรก จำนวน ๔ แผ่นมาถวายหลวงพ่อในเวลา ๐๔.๐๐ น. จากการสอบถามเทวดาที่นำพระคัมภีร์มาถวายได้ทราบว่า เป็นพระคัมภีร์ที่ได้บันทึกเรื่องราวของ "พระบรมสารีริกธาตุ" และ "คำทำนาย" เกี่ยวกับวัดถูกบรรจุไว้ใน "เจดีย์พระธาตุพนม"


ในปี ๒๔๔๔ พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี ได้ไปบูรณะพระธาตุพนม แล้วได้พบพระคัมภีร์นี้ จึงได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่หอพระไตรปิฎก "วัดทุ่งศรีเมือง" จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากท่านมรณภาพแล้ว ไม่มีผู้ใดได้พบเห็นพระคัมภีร์นี้อีกเลย จนกระทั่งเทวดาทั้ง ๘ องค์ ผู้รักษาพระคัมภีร์ ได้นำมาถวายหลวงพ่อ เพื่อให้เก็บไว้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุ



หอพระไตรปิฎกกลางน้ำวัดทุ่งศรีเมือง


วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๙ ( ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ) เทวดาได้นำพระคัมภีร์ ส่วนที่ ๒ จำนวน ๑๑ แผ่น มาถวาย จากการสอบถามจึงได้ทราบว่าพระคัมภีร์โบราณนี้เก็บรักษาไว้ที่เจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ( ภายหลังได้ทราบว่าเป็น นครจำปาศรี ) เทวดาได้นำมาถวายไว้เพื่อเป็นหลักฐานและศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุ

หลวงพ่อได้รับพระคัมภีร์นี้ไว้ และได้ให้พรแก่เทวดา จากนั้นก็ได้ทำการศึกษาค้นคว้าถอดใจความพระคัมภีร์ออกมา จึงได้ทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตามมา ภายหลังได้มีการค้นพบ พระพุทธโลหิตธาตุ พระพุทธทันตธาตุ และ รอยพระพุทธบาท ที่วัด หลังจากที่ได้รับมอบหมายพระคัมภีร์และได้สอบถามเทวดาผู้ที่นำมาถวาย จึงทำให้หลวงพ่อได้รู้ถึงที่ของพระคัมภีร์ ดังนี้

ส่วนที่ ๑ พระมหากัสสปเถระ เป็นผู้บันทึกไว้ตั้งแต่ พ.ศ.๘ หลังจากที่ท่านได้นำพระบรมสารีริกธาตุ "ส่วนหน้าอก" หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วมาประดิษฐานที่พระธาตุพนม (ภูกำพร้า) ต่อมาพระครูวิโรจน์รัตโนบล ได้ไปบูรณะพระธาตุพนมแล้วได้พบพระคัมภีร์ส่วนนี้ หลังจากท่านมรณภาพแล้วได้มีการเคลื่อนย้ายไปเก็บไว้บนเพดานวิหารหลวงพ่อเงิน และไม่มีผู้ใดได้พบเห็นพระคัมภีร์นี้อีกเลย

ส่วนที่ ๒ พระเทวจักร เป็นผู้บันทึกได้บรรจุไว้ในปราสาทหินนครจำปาศรี ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ "ข้อพระหัตถ์เบื้องขวา" และ "พระสรีรังคาร"

ในเวลาต่อมา จากร่องรอยหลักฐานบันทึกที่มีปรากฏในพระคัมภีร์โบราณ พระคัมภีร์นี้จึงถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่เรื่องราว ประวัติของพระบรมสารีริกธาตุการเดินทางจากอินเดีย สู่สุวรรณภูมิของพระบรมสารีริกธาตุโดยละเอียด

ลักษณะของพระคัมภีร์

พระคัมภีร์นี้ถูกจารึกลงในกระดาษ ที่ทำจากเปลือกไม้แล้วย้อมด้วยสีดำ มีขนาดความกว้าง ๔ นิ้ว ยาว ๑๕ นิ้ว วัสดุที่ใช้เขียนนั้น เป็นแร่กำมะไนท์ มีสีคล้ายตะกั่วเมื่อกระทบกับแสงสว่างจะปรากฏเป็นตัวอักษรชัดเจน โดยได้จารึกเป็นอักษรและภาพลายเส้น ซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้

ส่วนที่ ๑ มี ๔ แผ่น จารึกด้วยตัวอักษรธรรมอิสานโบราณ ตัวอักษรขอม ว่าด้วยคำทำนายเกี่ยวกับวัด และอักษรภาพลายเส้นแสดงแผนผังการจัดสร้างพระมหาเจดีย์ จำนวน ๔ หน้า ส่วนด้านหลังเขียนด้วยอักษรไทย แต่น่าเสียดายที่ตัวอักษรนั้นเลือนลางมากไม่ สามารถถอดใจความได้ สันนิษฐานว่า เป็นบทบันทึกของพระครูวิโรจน์รัตโนบล ผู้ค้นพบ

ส่วนที่ ๒ มี ๑๑ แผ่น ๑๙ หน้า จารึกเป็นตัวอักษรขอมราม เป็นภาษาฮินดี ว่าด้วยเรื่องการเสด็จมาสู่สุวรรณภูมิ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประวัติของ พระเทวจักร ผู้ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากเมืองอินเดียสู่สุวรรณภูมิ สงครามแย่งพระชิงพระบรมสารีริกธาตุ บุคคลผู้ที่จะมาทำหน้าที่รองรับพระบรมสารีริกธาตุ คำทำนายเกี่ยวกับ "สมบัติ" (ดูรายละเอียดได้ในคำแปล) และเป็นภาพลายเส้น ๘ หน้า

ในภาพนั้นได้วาดภาพ พระพุทธเจ้าปรินิพพาน ภาพพระเจดีย์โบราณที่พระบรมสารีริกธาตุเคยถูกบรรจุไว้ ภาพเส้นทางการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ภาพที่แสดงถึง พุทธเกศาธาตุ พระจีวรธาตุ (ใยพระแก้ว) พุทธโลหิต พุทธทันตธาตุ ภาพยันตร์โบราณ ภาพไหนที่เคยบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และที่สำคัญคือภาพ รอยพระพุทธบาท ซึ่งได้เขียนไว้ถึง ๒ หน้า อันนำมาซึ่งการค้นพบ "รอยพระพุทธบาท" ในภายหลัง พระคัมภีร์นี้จึงมีทั้งหมด ๑๕ แผ่น บันทึกอักษรและภาพ ๒๓ หน้า

คัมภีร์ดังกล่าวเขียนโดย "พระเทวจักร" แล้วได้ถวายให้กับ "พระมหากัสสปะ" นำไปบรรจุที่พระธาตุพนม ๔ แผ่น ส่วนที่เหลือ ๑๑ แผ่นท่านนำไปบรรจุที่ปราสาทนครจำปาศรี ก่อนที่ท่านจะละสังขารในปี พ.ศ.๓๐

คำแปลพระคัมภีร์โบราณ

ต่อจากนี้จะได้นำเสนอบทแปล ซึ่งหลวงพ่อได้แปลออกมาโดยอาศัยหลวงปู่ใหญ่ เป็นผู้แปลออกมา ผ่านทางนิมิต เนื่องจากอักษรดังกล่าวเก่าแก่มาก นักวิชาการที่ขึ้นมาดูอักษรนี้ต่างก็จนปัญญาไม่สามารถที่จะแปล ออกมาได้ คำแปลส่วนใหญ่เป็นภาษาอิสาน หลวงพ่อได้เล่าว่าที่เป็นภาษาอิสาน เพราะพระเทวจักรได้เล็งเห็น ด้วยญาณว่า คนที่มาเกิดในสุวรรณภูมิในอนาคตจะพูดภาษาอิสาน ท่านจึงเขียนเป็นภาษาอิสาน...



พระอาจารย์ภรังสี เจ้าอาวาสภูพลานสูง

นอกจากนี้ในคัมภีร์ยังได้กล่าวถึง ใยพระแก้ว (ผ้าจีวรของพระพุทธเจ้า) ว่าเทวดาจะอัญเขิญมาหลังจากการก่อสร้างเจดีย์ไปได้ครึ่งหนึ่ง หลวงพ่อบอกกับพวกเราว่า ใยพระแก้วท่านเคยเห็นแล้ว ยังใหม่เนื้อใสสวยงามมาก นอกจากนี้ยังมี "พระเกศาธาตุ" ที่เทวดาจะอัญเชิญลงมาให้หลวงพ่อได้ชม หลวงพ่อบอกนักวิทยาศาสตร์จะคำนวณไว้หรือไม่ก็ตาม เมื่อถึงเวลาที่เทวดาอัญเชิญพระพุทธเกศาลงมา จะต้องเกิดจันทรุปราคาแน่นอน เมื่อถึงเวลาดังกล่าว

ที่มา - www.suriyathat.net

ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


webmaster - 15/12/09 at 04:58


คำแปลในส่วนที่ ๑ จำนวน ๔ หน้า


คำทำนายเกี่ยวกับวัด


จักมีพระธาตุเสด็จมาวัดล้วนแล้วแต่เสด็จก้ำเกิ่งสมบัติไหลหลั่งเทมาบ่ได้ขาด ล้วนก้ำแต่งเอา (ด่างดีสี) ข้าวแลน้ำปลาปั้นแบ่งกัน เดือน ๑๑ ผู้ใดได้ล้วนแต่ดี กะสิฮู้ประตูเงิน ประตูคำ สำริด ลุล่วงศิวิไล แต่งพญาธรรมไปแล้ว สมควรเป็นเอก นะตันทะรุ อุพะวะ ลึงนะมะวันไสแส่ง พะลิวะโรวะสะลี อาถรรพ์ถ้ำ อุกินะพะวะนะตะ นำดิละมุ ริวะรัง หังหารวะติโย อุนะงอน สอนธัมวะผ่งๆ เมืองมอญ ฤทธิ์นำจำเหลื่อม ไผอยู่ได้ให้ฮุ่งเฮือง

ทศวรรษ ๒๕๕๐ เพิ่มพระอังคาร หยิ่งก้ำลำแสงแหล่งปฐพีทุกแห่ง อันนี้ยิ่งกว่าลำแสง ข้อพระหัตถ์ เทียมราชาเจ้า เขาคนนั้น กำมะจรพญานาค หมายหมั้นต่อพระองค์ กรรมมหาฤทธิ์ เยิ้นชื่อกุมาร บุตรีทรกันแสง มิ่งเมืองพายฟื้น เมืองใต้จม เมืองเหนือสิขึ้น ย้ายเมืองเกยฝั่ง คนหลั่งขึ้นเหนือก้ำฝ่ายบุญ (ด่างดาดีสี )


คำแปลในส่วนที่ ๒ จำนวน ๑๑ แผ่น ๑๙ หน้า

ว่าด้วยเรื่องราวพระพุทธองค์ทรงเสด็จสุวรรณภูมิโปรดพระเทวจักร


จะกล่าวถึงพระมหาเทวจักร ผู้มีฤทธากล้ากำหนดเมฆหมอก สวรรค์อยู่ในโลกันต์ครบสามพันโกฏิพระวรรษาพอดี จักได้มาจุติเกิดร่วมพิภพ แต่ครั้งนั้นในสมัยมืดแจ้งเรียกตั้งชื่อเอาเอง พุทธองค์ทรงบำเพ็ญตบะหาผู้รองรับ พุทธองค์ต่อไป หลังจากพุทธองค์ดับขันธปรินิพพานจวบครบ ๑๒ ปี

พระอรหันต์จึงได้มีมาถึงเมืองสุวรรณภูมิ เป็นเขต อภิญญาญาณ มรณา เมตตา ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค วิโภหะ วิราหะ เมื่อจักเกิดเมื่อจักดับ ลมเป็นบ่อเกิด ลมเป็นบ่อตาย

ดูราเจ้าอนุสินธุ์เป็นเลิศ รู้จักเกิดรู้จักดับ รับคำอาราธนายังได้มาจุติไว้ในสมัยครั้งพุทธองค์ลงบาดาลซึ่ง มีพระมหาโมคคัลลานะ ลงติดตามไปเมืองนาคา พระยานาคราช ในที่นั้นทรงจารึกไว้ด้วยแผ่นทองคำ สิบพัน หนึ่งจนว่าจวบ พ.ศ. ๒๕๕๐ ผูกนี้พระมหาโมคคัลลานะรับเอา


ว่าด้วยบทบันทึกในเมืองบาดาล

เมื่อนั้นเห็นว่าจึ่งได้ทวงหาเกิดเดือดร้อนเมืองบาดาล จึงเสด็จไปโปรดเมืองบาดาล กรรมมหาฤทธิ์ทะยาน นบนอบ กราบพระองค์ปลงสังเวช ดูก่อนกรรมมหาฤทธิ์ท่านประสงค์สิ่งใด๋ ท่านมีวาสนาเหลือล้น จักแผงตน ในคราบสัตว์เดรัจฉาน ๓๒ ซาติ เจ้าบำเพ็ญได้ดั่งปรารถนา เจ้าประสงค์สิ่งใด๋แท้ เราพึงให้ดั่งหมาย จักมรณัง เมี้ยนแผงเอาคราบใหม่ จึงได้จุติเกิดขึ้น เมืองนั้นชื่นชม บั้นหนึ่งนั้นมีเชื้อชิงเสนา เฮาจักไขปัญหา มิ่งเมืองภายซ้อย

หลังจากนั้น ทรงกลับดับขันธปรินิพพาน เมื่อครั้งต่อมาเห็นดีแล้ว พระอาสาไปก่อนล่วงหน้า คิดว่าเห็นสมควร จักถือคำพุทธองค์เอาไว้

ว่าด้วยบุคคลผู้ที่จะมารองรับพระบรมสารีริกธาตุ

คำปรารภมีอยู่ ๗๒ พระองค์ที่มาเกิดในพระพุทธศาสนาตามคำบัญชากล่าวไว้ว่า มี เสา ดีโลด ยืน มั่น มั่น ด่าง จวน อานนท์ ชา สาย หล้า ภูลังกา ตอนภรังสี ประกาศบำเพ็ญกุศล เผ่ยย่ำห่วง ฮองย็อกฉ่าย ยำว็อกไห่ กิดีมี ลัดฝ่อ ต่างมุเย่า เวว็อดห่ากีดิ พุทธาวดิ

ว่าด้วยคำทำนายเกี่ยวกับบ้านเมือง

เมื่อศตวรรษโลกจักได้เสื่อม พระศาสนามีราชาองค์น้อยหายใจบ่ทั่วท้อง เข้ามาเชิดชู คนจักมรณาม้วน สูญพันธ์เมิดเผ่า พระเจ้าอุบัติเกิดขึ้นแล้ว เมืองนั้นเปลี่ยนแปลง เมืองเหนือหากสิขึ้น เมืองกลางหากปั่นป่วน ทาง ในเกิดเดือดร้อนหวังฆ่าแต่กัน
ต่อจากพระวรรษา ๒๕๕๐ นี้ พระยาสิเริ่มใหญ่ เมืองนั้นกะสิ ได้เปลี่ยนแปลง มีขาวมีดำ สมกันเกิดโลกใหม่ ยุคศิวิไล พระสีส้มโยมสีเหลืองเมิดหมู่ โห่โห่ก้องขึ้นสู่สุวรรณภูมิ คงความเห็น ดั่งเดียวคำย้อง พุทธองค์ลงมาโปรด ดูราโลกใหม่ คนโฮมไหลหลั่งเต้า มาเผ้า (เฝ้า) ต่อพระองค์ จักกล่าวเรื่องไว้ให้พอเป็นสังเขป มีเสนาทั้งเจ็ดอยู่วังมาตุ้ม พระยามู แลมะตู วือว็อด อองค็อย องกา เสนา อ็องกุด

(หมายเหตุ : คำทำนาย "ราชาองค์น้อย" ผู้เขียนเว็บตามรอยฯ จะย้อนอธิบายในภายหลัง)



ว่าด้วยผูกสมบัติ

มีเมืองล่มจมบาดาลหลายแห่ง ของสิฟูโผล่ขึ้นมาคุ้มราชวงศ์ เลาะเลียบเขตอยู่เหล่าอาณาจักร สิมีเงินคำ ฮุ่งมาเหลืองเหลื่อม ข้าจักแปงสารไว้ มีคำอยู่หลายบ่อ บ่อหนึ่งนั้นอยู่ก้ำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีเงินคำอยู่แสนโกฏิ ก้ำหนึ่งนั้นอยู่ฝั่งโดม มีคำอยู่กือหนึ่ง ก้ำหนึ่งนั้นอยู่ฝั่งริมโขง ก้ำหนึ่งนั้นอยู่ฮ่องปากเซ มีคำอยู่สิบโกฏิ ก้ำหนึ่งนั้นอยู่ทางขึ้นพะลานสูง มีคำอยู่เจ็ดเกวียน ก้ำหนึ่งนั้นอยู่บ้านนาแคน ติดกับลำโดมน้อย

ก้ำหนึ่งนั้นอยู่พะลานฮัง มีคำอยู่ฮั่น ๑๗ เกวียน ก้ำหนึ่งนั้นอยู่บ้านหนองแสง ก้ำหนึ่งนั้นอยู่บ้านคำม่วง มีคำอยู่ ๗ ไห ก้ำหนึ่งนั้นอยู่ห้วยทับทัน มีคำอยู่ ๑๖ ก้อน แต่ละก้อนท่อกระบุง ก้ำหนึ่งนั้นอยู่ภูผาขาด มีคำอยู่ ๕ หมื่นเกวียน ก้ำหนึ่งนั้นอยู่ซ่องผาอีด่าง มีแพรวพรรณมณีอยู่ ๖ ลำเกวียน เพิ่นได้คำนวณ ทรัพย์สินอันที่มา สร้างคันผู่ได๋มีบุญนั้นให้ไปแปงเอาเบิ่งคันแม่นแปงได้แล้วหมายสร้างดังประสงค์ เทวจักรเล็งไว้แล้วอิทธิญาณ เผื่อให้ผู้มีบุญได้ทราบเบิ่ง

ดูราเจ้าองค์เอกสัพพัญญู ปูทางไว้ให้บุคลากรสานต่อ คันสังสิพ้อหมายหมั้นเพิ่งบุญ มูลพระเจ้าแบ่งให้ ผสมกันหลายอย่าง ต่างคนต่างฟั่นหันเข้าฮ่วมแกว ปองดองไว้แกวเดียวเมิดหมู่เชื้อพระองค์แบ่งให้ ฮักษาไว้ฮีต คอง นิสุธัง อังคะอุ อะทุรัง วะยัง ปริสุทธัง ขอให้หมั้นเผิ่งพากัน คือฮากไผ่และกำแพง คำนี้ฮากแม่นว่าเมตตาหลวง วัดโกสัมพีอยู่สาวัตถีพุ้น นี่อีกวรรคหนึ่ง พระองค์ทรงบันทึกไว้ ณ สาวัตถี


ว่าด้วยเรื่องการอัญเชิญและสงครามแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ

เมืองพม่า จักได้กล่าวถึงพระอิศเรศหงสา ในคั้งพระวรรษาที่ ๑๓ อยู่ที่นั้นอีก ๑ ปี มีศึกมาต้าน จักปล้น เอาพระธาตุอีก เทวจักรฟ้าว(รีบ)รวมอิทธิฤทธิ์เหาะเหินข้ามนทีคงคา ดังเสมือนไปถงสิบสองปันนา งอยฝั่งเลย หยุดยั้งอยู่ก้ำฝั่งไทยครั้งเนาอยู่ฮั่น ๖ เดือน เตือนประชากรทั้งหลาย มาสร้างโพนเนาเจดีย์ไว้ แมงเงาเฝ้า เจดีย์ได้หลายโต ๙ หมู่ข้าปูทางไว้ ทางก้ำฝั่งไทย จักย้ายเข้าสู่มอญขาวชาวนครชื่นชมมาต้อน ขอมดำดิน จักถวายปราสาทให้ เป็นที่รองรับ

เทวจักรนำพระองค์ตั้ง ถวายให้แก่ขอมจักได้ว่าขึ้นอยู่ ๑๖ ปี มีราชาหลายเมือง โห่กันมาแย่ง เทวจักรได้เหาะเหินขึ้นส่ง ลงกลางดงปราสาทกว้าง หวังซ่อนพุทธองค์ เทวยักษา ตนหนึ่งยังกะเลวต่อต้านหวังสู้บ่ถอย เทวจักรจึงได้อ่อยๆแถลงความเฮาบุญมา เถิงบ่ตอบขาบ สองตาบข้าง องค์เอกสัพพัญญู ข้างว้ายองค์อังคาร ข้างขวาพระสารีริกธาตุ อสูรเจ้าหลงมัวทำบาปใหญ่ หัวเข่าตั้งลง กราบไหว้พนม

โอนอท่านมีชื่อนามใด๋ โปดอภัยขอถามเรื่องราวพายซ้อย นามกรข้ายักษาโตหนึ่ง เขาทอบ กระดูก ไว้ เขาให้ฮักษา เฮานี้ได้ชื่อว่าเทวจักร มือกำคอยักษ์ ฮูบทะยานขึ้นบนฟ้า เลยอัดเข้า ปายเจดีย์ ยอดแก้ว แล้วจึงเหาะดุ่งผ้าย ไปก้ำฝ่ายขอม สงครามได้ ตีเมืองแตกพ่าย แหวกประตูผ่าม้าง

เขานั้นข่มขอม ขอมกะยอมเมิดแล้ว พระยาเมืองต้านใส่ ถามว่าไสพระบรมสารีริกธาตุ ของค้ำคูณเมืองที่อยู่เนานำเจ้า เฮาสิมาขอสู้ ตีเอาส่วนแบ่ง พระยาแนมพระเนตรขึ้น องค์เจ้าพระประธาน ราชาแย่งขึ้นแบก องค์พระธาตุอยู่นี้ ชิงได้กะสิถอย นี่คือสงครามแย่งพระธาตุ.


ว่าด้วยเรื่องพระเทวจักรนิพพาน

เทวจักรนั่นหายใจลำบาก เล็งญาณสังสิยากต่อไป สงครามแย่งบ่อแม่นดินแดนหากแต่เป็นศรัทธาหลายเล็ง ดูแล้ว ใจหมายมั่นทุกข์คน จึงได้ขอบันดลให้สงครามแตกผ่าย แสนดีใจทุกก้ำ จากหั่นได้สงครามเงียบหนตนก็ได้ บำเพ็ญพระวัสสาจากลาสังขารสู่นิพพานหมดสิ้น

ว่าด้วยผูกพระโมคคัลานะ

โมคคัลลานะด้นนำตนสืบต่อพระวัสสาสู่มื้อสังสิส่วยแต่กะยัง พุทธองค์ทรงสานต่อได้ถึงเกือบ หกร้อย พระวัสสา เกือบซาวพันปีต่อไปภายหน้า ไผผู้เล็งเห็นแล้วให้จุบเอาให้มันทั่วอิติ เกิดขึ้นแล้วจุบให้ฮุ่งเจริญ ในศตวรรษสองพัน.

จบคำแปลพระคัมภีร์



ที่มา - www.suriyathat.net

◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตามตอน "ขยายความเรื่องสงครามแย่งพระธาตุ" )))


webmaster - 15/12/09 at 04:59


ประวัติ "พระบรมสารีริกธาตุ" และ "พระสรีรังคารบรมธาตุ"


เมื่อ พระเทวจักร ได้รับคำสั่งให้ไปรับพระบรมสารีริกธาตุกับ พระมหากัสสปะ ที่ประเทศอินเดีย พระเทวจักรมีฤทธิ์สามารถเหาะและย่นระยะทางได้ เมื่อมาถึงครั้งแรกท่านได้ไปลงในเขตมอญ เมืองหงสาวดี เจ้าเมืองได้ขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุ

พระเทวจักรได้ให้องค์เล็กขนาดเท่าเมล็ดข้าวโพด พระเทวจักรอยู่เมืองมอญได้ ๑ ปี จะเกิดสงครามแย่งพระธาตุ ท่านจึงนำพระบรมสารีริกธาตุเหาะไปที่สิบสองปันนา แล้วจึงเหาะกลับมาฝั่งไทย ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้...

ในปี พ.ศ.๑๒ ได้มีพิธีมอบพระบรมสารีริกธาตุ ข้อพระหัตถ์เบื้องขวา และ พระสรีรังคารบรมธาตุ ณ เมืองโกสัมพี ซึ่งมี พระยาโปฑัญญะ เจ้าเมือง เป็นประธานฝ่ายอาณาจักร และ พระมหากัสสปะ เป็นประธานฝ่ายพุทธจักร พร้อมด้วยคณะพระอริยสงฆ์ ๑๙ รูป เป็นสักขีพยาน

โดยได้มอบให้กับ พระมหาเทวจักร กิตฺติโก ซึ่งเป็นชาวมอญโดยกำเนิด เป็นประธานสงฆ์ในเขตสุวรรณภูมิ เคยได้ฟังธรรมบรรลุพระอรหันต์ เฉพาะพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อที่จะได้อัญเชิญสู่สุวรรณภูมิ ซึ่งในอนาคตพระพุทธศาสนาจะมีความเจริญรุ่งเรืองในแถบถิ่นสุวรรณภูมินี้

เมื่อได้รับมอบแล้ว พระมหาเทวจักรจึงได้อัญเชิญเข้าสู่เมืองหงสาวดีในปลายปี พ.ศ. ๑๒ ซึ่งในขณะนั้นได้ มี พระยาอิศเรศหงสา เป็นเจ้าเมือง พระองค์ได้ขอแบ่งพระบรมสารีริกธาตุองค์หนึ่ง ซึ่งมีสัณฐาณเท่าเมล็ดข้าวโพดจากพระมหาเทวจักร และได้ประดิษฐานไว้ที่ วัดท่าพระนอน เมืองย่างกุ้ง ในปัจจุบัน

พระมหาเทวจักรได้นำพระบรมสารีริกธาตุ "ข้อพระหัตถ์เบื้องขวา" และ "พระสรีรังคาร" พักไว้ที่เมืองหงสาวดีได้ ๑ ปี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.๑๓ (ตามที่ปรากฏในพระคัมภีร์) เกิดการทำสงครามเพื่อจะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุฯ ท่านจึงได้เหาะขึ้นไปในอากาศ ข้ามแม่น้ำสาละวินไปถึงสิบสองปันนา ตอนเหนือของสุวรรณภูมิ และได้เชิญชวนพุทธศาสนิกชน ได้ร่วมกันสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุฯ

ประชาชนจึงได้พร้อมใจกันสร้าง เจดีย์โพนเงา เป็นสถานที่ประดิษฐาน เจดีย์นี้เรียกชื่อตามลักษณะ เนื่องจากมีแมลงป่องเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า "แมงเงา" เฝ้าเจดีย์ ๙ หมู่ ๆ ละ ๙ ตัว พระบรมสารีริก ธาตุและพระสรีรังคารได้ประดิษฐานอยู่ที่ "เจดีย์โพนเงา" ได้ ๖ เดือน ก็มีการทำสงครามเพื่อจะแย่งชิงพระธาตุอีก



บุษบกรองรับพระบรมสารีริกธาตุ

พระมหาเทวจักรจึงได้อัญเชิญมาสู่ "เมืองแสน" ปัจจุบันนี้คือพื้นที่ของ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ที่เมืองแสนนี้ได้มีการทูลเชิญพระราชาในเขตสุวรรณภูมิทุก ๆ เมืองประชุมกัน เพื่อหาข้อยุติในการทำสงครามแย่งพระธาตุกันโดยสันติวิธี

พระเทวจักรจึงได้ประกาศขึ้นในท่ามกลางที่ประชุมนั้นว่า หากเมืองใดสามารถสร้างเจดีย์สำหรับประดิษฐาน "พระบรมสารีริกธาตุ" และ "พระสรีรังคาร" ให้สมพระเกียรติได้เสร็จก่อน ท่านจะมอบให้แก่เมืองนั้น

ในที่ประชุมนั้น มีพระราชาขอมพระนามว่า "พระยาอัญญาอ่องแว" เจ้าเมืองนครจำปาศรี ได้เสนอตัวที่จะน้อมถวายปราสาท "อินทปัฏ" ซึ่งเป็นเทวสถานของนครจำปาศรีที่ได้สร้างไว้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุฯ

จากนั้นพระเทวจักรพร้อมด้วยเจ้าเมืองต่าง ๆ จึงได้พากันไปตรวจดูปราสาทอินทปัฏ พิจารณาเห็นว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสม จึงได้พร้อมใจมอบพระบรมสารีริกธาตุ ฯ แก่พระยาอัญญาอ่องแว และได้นำไปประดิษฐานที่ปราสาท "อินทปัฏ" สร้างความปลาบปลื้มปีติยินดีแก่ชาวนครจำปาศรีเป็นอย่างยิ่ง

พระบรมสารีริกธาตุและพระสรีรังคารได้ประดิษฐานที่ "ปราสาทอินทปัฏ" ได้ ๑๖ ปี ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๙ ได้เกิดการทำสงครามเพื่อจะแย่งชิงพระธาตุอีกครั้ง โดยกษัตริย์ ๓ เมือง คือ ชาวมอญขาว มอญดำ และชาวข่า พระมหาเทวจักร จึงได้นำพระบรมสารีริกธาตุและพระสรีรังคารเหาะทะยานขึ้นฟ้าเพื่อหาสถานที่ซ่อน และได้เหาะลงมาตรงกลางปราสาทหินศาลพระพรหม ซึ่งเป็นที่ไหว้พระพรหม ของเหล่ากษัตริย์ที่ปราสาทนั้นมีเทวยักษ์ตนหนึ่งเป็นผู้เฝ้าอยู่

เมื่อเห็นพระมหาเทวจักรปรากฏท่ามกลางปราสาท ล่วงล้ำอาณาเขตของตนจึงรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งถึงขึ้นกับจะทำร้ายท่าน พระมหาเทวจักรจึงปลอบเทวยักษ์นั้นให้คลายโทสะว่า

"ดูก่อนเทวยักษ์ เราเอาบุญใหญ่มาให้ท่าน ดูสิมือข้างซ้ายของเราถือผงพระอังคาร ข้างขวาถือกระดูกข้อพระหัตถ์เบื้องขวา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำไมท่านถึงไม่รับเอาบุญนี้ เหตุไฉนท่านถึงจะคิดทำร้ายเรา เทวยักษ์เอ๋ย..ท่านอย่าได้ทำบาปกรรมอันใหญ่หลวงเลย"

เมื่อเทวยักษ์ได้ยินเช่นนั้นแล้วก็เกิดความเลื่อมใสศรัทธา และก็รู้สึกสำนึกผิด จึงได้ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างปราสาท กราบไหว้พระบรมสารีริกธาตุและพระสรีรังคาร ด้วยความศรัทธา แล้วได้ถามชื่อเสียงเรียงนามของ "พระมหาเทวจักร" ท่านก็แนะนำตนเองแล้ว จึงได้มอบหมายให้เทวยักษ์เป็นผู้ดูแลพระบรมสารีริกธาตุไว้ และได้บอกแก่เทวยักษ์ว่า

"ให้ท่านตามหาบุคคลผู้มีพระยาธรรม ผู้มีบุญบารมีที่จะรองรับพระบรมสารีริกธาตุ สามารถประกาศเชิดชูบูชาพระเกียรติคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งบุคคลผู้นี้จะมาบังเกิดที่สุวรรณภูมิในช่วงกึ่งพุทธกาล"

เมื่อมอบหมายภาระเรียบร้อยแล้ว พระมหาเทวจักรจึงได้เหาะขึ้นเหนือปราสาท นำพระบรมสารีริกธาตุ และ พระสรีรังคารบรรจุบนยอดปราสาท แล้วอธิษฐานด้วยอิทธิเวทย์ปาฏิหาริย์ ให้เทวยักษ์เป็นผู้อารักขาพระบรมสารีริก ธาตุ ฯ นับจากนั้นเป็นต้นมา ไม่เคยปรากฏว่ามีผู้ใดได้พบเห็นพระบรมสารีริกธาตุ "ข้อพระหัตถ์เบื้องขวา" และ "พระอังคารบรมธาตุ" นี้อีกเลยนับเป็นพันปี

หลังจากที่พระมหาเทวจักรได้ซ่อนพระบรมสารีริกธาตุแล้ว จึงได้ทราบด้วยญาณว่า สงครามที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เพื่อการแย่งดินแดน หากแต่เป็นการทำสงครามด้วยศรัทธา เพื่อหวังแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ จึงได้อธิษฐานให้สงครามสงบ

เมื่อสงครามสงบลง ท่านจึงได้จารึกความเป็นมาของพระบรมสารีริกธาตุโดยละเอียด ลงบันทึกไว้ในพระคัมภีร์ไว้ เพื่อเป็นหลักฐานรับรองในทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุและสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้อนุชนผู้ค้นพบได้ศึกษาค้นคว้าสืบต่อไป



พระธาตุหลวงปู่มหาเทวจักร

เมื่อจารึกเสร็จแล้วก็ได้นำไปเก็บไว้ที่ "เจดีย์ศาลพระพรหม" นั่นเอง (ต่อมาได้มีเทวดานำมาถวายหลวงพ่อ) ท่านได้ละสังขารเข้าสู่พระนิพพาน เมื่อปี พ.ศ. ๓๐

◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตามตอน "เทวยักษ์ออกตามหาบุคคลผู้มีพระยาธรรม" )))


webmaster - 15/12/09 at 05:00


เทวยักษ์ออกตามหาบุคคลผู้มีพระยาธรรม


เมื่อเทวยักษ์ได้ทำหน้าที่อารักขาพระบรมสารีริกธาตุข้อพระหัตถ์เบื้องขวาและพระสรีรังคาร ตามคำมอบหมายของพระเทวจักรแล้ว ก็ได้อออกตามหาบุคคลผู้มีพระยาธรรมที่จะมารองรับพระบรมสารีริกธาตุนี้ต่อไป

วิธีตามหาของเทวยักษ์นั้นเบื้องต้นนั้น มีนายพรานป่าได้ไปล่าเนื้อ และหลงป่าเข้าไปพบ "รูปสิงห์" ซึ่งแกะสลักด้วยหินทรายที่ปราสาทดังกล่าว แล้วได้กะเทาะเพียงเบา ๆ เทวยักษ์จึงได้ใช้อิทธิฤทธิ์บันดาลให้รูปสิงห์หัวขาด นายพรานนั้นจึง ได้แบกหัวสิงห์ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ เกือบร้อยกิโลกรัม แต่กลับแบกมาได้ด้วยอานุภาพของเทวยักษ์ ที่จะให้หัวสิงห์นี้ออกตามหาบุคคลผู้มีพระยาธรรม

ต่อมานายพรานได้นำหัวสิงห์มาทิ้งไว้ใกล้ ๆ กับวัด ซึ่งในตอนนั้นหลวงพ่อได้ขึ้นมาพักจำพรรษา ตกตอนกลางคืนหลวงพ่อได้นิมิต เห็นสิงห์มาร้องคำรามสนั่นป่าใกล้ ๆ วัด ต่อมามีพรานป่าชาวนาจะหลวยไปพบหัวสิงห์นี้เข้าโดยบังเอิญ จึงได้มีศรัทธาแบกมาถวายหลวงพ่อในเวลาต่อมา ซึ่งตรงกับนิมิตที่หลวงพ่อได้เห็นก่อนหน้านั้นแล้ว สร้างความประหลาดใจให้หลวงพ่อเป็นอย่างยิ่ง

......เมื่อหัวสิงห์ได้พบหลวงพ่อแล้ว เทวยักษ์ก็ได้ทราบด้วยอิทธิฤทธิ์ของตนว่า บัดนี้หัวสิงห์ได้พบบุคคลผู้มีพระยาธรรมแล้ว เพื่อความแน่ใจจึงอธิษฐานจิตให้รูปปั้นพระพรหมสี่หน้า ซึ่งอยู่ที่ปราสาทของตนออกตามหาผู้มีพระยาธรรมอีกครั้งหนึ่ง

......และรูปพระพรหมนั้นก็ถูกนำมาถึงวัด ในลักษณะเดียวกันกับรูปหัวสิงห์ และหลวงพ่อก็มีนิมิตเกี่ยวกับพระพรหมก่อนที่จะมีผู้นำมาถวายเช่นเดียวกันกับหัวสิงห์ เทวยักษ์จึงได้มาสังเกตดูหลวงพ่อว่า เป็นผู้มีพระยาธรรมจริงหรือไม่




......เมื่อมาถึงวัดแล้วจึงได้ทราบว่า หลวงพ่อเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ ผู้เป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ครอบครองคัมภีร์มหาศักดานุภาพ และได้มีพระสารีริกธาตุของหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ พระอานนทเถระ

.......จึงทำให้มั่นใจว่า หลวงพ่อเป็นผู้มีพระยาธรรม และมีบุญบารมีเพียงพอที่จะรองรับพระบรมสารีริกธาตุข้อพระหัตถ์เบื้องขวาและพระสรีรังคาร ได้เป็นบุคคลผู้ที่พระมหาเทวจักรพยากรณ์ไว้แน่นอน

......จากนั้นจึงได้เดินทางไปวัดป่าคำบอน เพื่อไปกราบหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ และได้ถวายรายงาน เรื่องพระบรมสารีริกธาตุให้หลวงปู่ใหญ่ได้รับทราบ หลังจากนั้น เทวยักษ์จึงได้เดินทางกลับไปยังปราสาทของตน และได้ถวายรายงานต่อพระมหาเทวจักรว่า ตนได้ค้นพบบุคคลผู้มีพระยาธรรม ตามคำมอบหมายของพระมหาเทวจักรแล้ว ผู้เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มหาโมคคัลลานะ

พระมหาเทวจักรจึงได้ส่งญาณมาตรวจสอบหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง เมื่อได้เจอหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะจึงได้ถวายหน้าที่การดูแลพระบรมสารีริกธาตุนี้ ให้กับหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ

ต่อมาพระมหาเทวจักรได้ส่งสัญญาณเกี่ยวกับพระธาตุเป็นลำแสงสีเขียวมากระทบเข้าที่ลำตัวของหลวงพ่อในช่วงหลังเข้าพรรษาได้ ๑๕ วัน ปี ๒๕๔๗ เป็นเหตุให้ท่านเกิดอาการอาพาธอย่างหนัก มีอาการปวดหัวเข่า จนทำให้เดินลำบาก จึงทำให้ท่านเกิดความสงสัยถึงแหล่งกำเนิดที่มาของลำแสงนี้ว่า ลำแสงนี้เป็นลำแสงอะไรหนอ ทำไมถึงมีอานุภาพสามารถทำให้เราอาพาธได้ จึงได้ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน เข้าสมาธิอธิษฐานจิต เพื่อค้นหาที่มาของลำแสงนี้

ในขณะที่เข้าสมาธินั้นก็ได้เกิดอุคหนิมิตเห็นเทวดาตนหนึ่ง นำพาท่านเดินทางผ่านป่าเขาลำเนาไพร ไปไกลแสนไกล จนกระทั่งมาถึงปราสาทหินร้างกลางป่า โดยไม่ทราบว่าที่นี่เป็นที่ไหน เมื่อไปถึงแล้ว ก็มีเสียงเสียงดังขึ้นว่ามาถึงแล้วหรือ ทำไมถึงมาช้า ไปตามตั้งนานแล้ว

ท่านรู้ไหมว่า ภายในปราสาทนี้มีพระบรมสารีริกธาตุข้อพระหัตถ์เบื้องขวา กับพระสรีรังคารถูกซุกซ่อนบรรจุอยู่ ท่านเป็นผู้มีความปรารถนาอันได้กระทำไว้แล้ว ณ ที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้เป็นผู้รองรับสิ่งอันเป็นมงคลสูงสุดนี้ เพื่อประกาศเชิดชูบูชานำพามหาชนสร้างบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ต่อไปในภายหน้า

เมื่อได้ทราบดังนี้ แล้วหลวงพ่อจึงน้อมจิตอธิษฐานถวายคารวะต่อองค์พระบรม ฯ และได้อธิษฐานจิตว่า สาธุ..ถ้าภายในปราสาทมีพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่จริง และถ้าหากว่าข้าพเจ้าเป็นผู้มีบุพพกรรมอันเนื่องด้วยพระบรมสารีริกธาตุ เป็นผู้มีบุญวาสนาจะได้รองรับรับพระบรมสารีริกธาตุองค์นี้จริง ก็ขอให้ข้าพเจ้าได้พบได้เห็นพุทธบารมีนี้ด้วยเถิด

พออธิษฐานเสร็จก็ปรากฏเห็นพระบรมสารีริกธาตุข้อพระหัตถ์เบื้องขวา ลอยออกมาเหนือปราสาทไปในอากาศ เปล่งพระฉัพพรรณรังสี กระจายออกไปอย่างหาที่สุดมิได้ เป็นเหตุให้เหล่าสรรพสัตว์ทุกจิตวิญญาณภายใน บริเวณ นั้นที่ได้เห็นพระรัศมี

ทั้งทวยเทพเทวา ฤาษีชีไพร ฯลฯ ต่างเปล่งสาธุการแซ่สร้องสรรเสริญเสียงดังกึกก้องไปทั่วอาณาบริเวณนั้นว่า สุริยธาตุปรากฏแล้ว ดังนี้ถึง ๓ ครั้ง เมื่อได้เห็นพระบรมสารีริกธาตุ และปรากฏเหตุการณ์ดังนี้แล้ว จึงทำให้หลวงพ่อมั่นใจว่า สิ่งนี้เป็น เรื่องจริงจึงได้ถอนจิตออกจากสมาธิ

เมื่อได้พบกับนิมิตที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้แล้ว ต่อมาหลวงพ่อได้กราบเรียนสอบถามรายละเอียดต่าง ๆ กับหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะ ผู้เป็นอาจารย์ ( เรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่มหาโมคคัลลานะจะมีปรากฏในประวัติของหลวงพ่อ) จนได้ทราบรายละเอียดชัดเจน และได้ทราบว่าพระบรมสารีริกธาตุจะเสด็จมาวัด ในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๗ ( ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ )

หลวงพ่อจึงได้เล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้กับศิษยานุศิษย์ผู้ใกล้ชิดได้รับทราบเป็นการภายใน และได้เริ่มงานเตรียมการเสด็จอย่างเร่งด่วนโดยได้บูรณะศาลาวิบูลธรรมดานุสรณ์ เพื่อใช้เป็นสถานที่รองรับพระบรมสารีริกธาตุและได้จัดเตรียมบุษบกที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โดยได้มอบหมายให้ให้ผู้เขียนเป็นผู้ดำเนินการ จากนั้นได้มีการบอก กล่าวถึงวันเสด็จของพระบรมสารีริกธาตุ ให้แก่ศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิต และคฤหัสถ์เพื่อที่จะได้มาร่วมรับเสด็จตามวันดังกล่าว

สถานที่พระบรมสารีริกธาตุเสด็จ

.......เป็นอันว่าเมื่อปี ๒๕๔๗ หลวงพ่อได้ทราบในนิมิตว่าพระบรมธาตุจะเสด็จที่วัดในวันเพ็ญ เดือน ๑๑ จึงได้จัดเตรียมสถานที่ไว้ ปรากฏว่าพระบรมสารีริกธาตุได้เสด็จพระบรมสารีริกธาตุได้เสด็จออกจากปราสาทหิน "นครจำปาศรี" มาถึง ณ ที่นี้ เวลา ๐๔.๐๐ น. ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๗ ซึ่งเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีวอก

.......ขณะที่เสด็จมานั้น เกิดมีเสียงดังสนั่นไปทั่วบริเวณเป็นที่อัศจรรย์ แต่ผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นยังไม่พบพระบรมธาตุ เนื่องจากพระบรมธาตุเสด็จจมลงใต้พื้นดินลึก ๙ เมตร เป็นเวลา ๑๕ ชั่วโมง ต่อมาเวลา ๑๙.๒๙ น. ท้องฟ้าดังครืนๆ ๓ ครั้ง จึงได้กล่าวคำอัญเชิญพระบรมธาตุได้เสด็จจากใต้พื้นดินมาประดิษฐาน บนพานดอกบัวที่จัดเตรียมไว้หน้าองค์พระประธาน ซึ่งอยู่ในศาลาเล็กๆ ใกล้กับบริเวณลานพิธี

ส่วนข้อพระหัตถ์เบื้องขวา

.......พระบรมสารีริกธาตุได้แสดงปาฏิหาริย์ให้ได้เห็นเป็นขวัญและกำลังใจถึง ๓ ครั้ง ดังนี้

......ครั้งแรก ในขณะที่เตรียมการรับเสด็จนั้น ได้มีคณะศรัทธาญาติโยมได้เป็น เจ้าภาพดำเนินการ ติดตั้งม่านและเพดาน พอติดตั้งเสร็จมีฝนโปรยลงมา บริเวณศาลา ทั้ง ๆ ที่ฟ้าก็ปราศจากเมฆ และที่น่าอัศจรรย์ที่สุดคือ ฝนตกลงเฉพาะบริเวณศาลาเท่านั้น ที่อื่นกลับไม่มีฝนตก

......ครั้งที่สอง ในขณะที่ พระมหาภูลังกาได้นำบุษบกมาจาก อยุธยา และยกขึ้นวางบนแท่นในวันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๕๔๗ ฝนก็โปรยลงมาในลักษณะเดียวกันกับครั้งแรก

......ครั้งที่สาม หลังจากอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นสู่บุษบกในวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๗ ฝนก็โปรยลงมาในลักษณะเดียวกัน เหตุการณ์ดังกล่าวได้สร้างความอัศจรรย์และความปีติยินดี ให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างยิ่ง และเชื่อกันว่า นี่คือปาฏิหาริย์ของพระบรมสารีริกธาตุ อันเป็นบุพพนิมิตที่นำพาความชุ่มเย็นมาสู่พุทธศาสนิกชนอีกครั้ง





พญานาคถวายเครื่องบูชาพระบรมสารีริกธาตุ

ในวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๘ (ตรงกับวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๘ ปีระกา) พญานาคนามว่า ท้าวศรีสุทโธ ได้นำลูกแก้วมาถวายหลวงพ่อเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ จำนวน ๕ ลูก และ ท้าวศรีสุริยะเทพอินทร อดีตเจ้าเมืองพนมรุ้ง ได้นำลูกแก้วมาบูชาพระบรมสารีริกธาตุอีก ๒ ลูก เป็นเหตุให้ได้ทราบว่าแม้แต่พญานาคและภพภูมิอื่น ๆ ก็มีความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ต่อมาก็ได้วินิจฉัยว่าเป็นส่วน "ข้อพระหัตถ์เบื้องขวา" ของพระพุทธเจ้า ต่อมาท่านเจ้าคุณถาวร วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร กรุงเทพฯ ได้นำความขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงให้ท่านเจ้าคุณถาวร ติดต่อขออนุญาตนำไปประดิษฐานชั่วคราว ณ วัดปทุมวนารามฯ กรุงเทพฯ ในปีเดียวกันนี้ วันที่ ๑๔ มิ.ย. ๔๘ ซึ่งพญาศรีสุทโธนาคราชได้นำลูกแก้วพญานาคมาถวายเป็นพุทธบูชาด้วย



พระสรีรังคารบรมธาตุ

.......หลังจากที่พระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐานที่กรุงเทพฯ แล้ว หลวงพ่อได้นิมิตว่าจะได้รับพระอังคารอีก โดยที่ "ปราสาทหิน" หลังดังกล่าวนั้นยังมี "พระสรีรังคารบรมธาตุ" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งอัญเชิญมาจากประเทศอินเดียพร้อมกันกับ "ข้อพระหัตถ์เบื้องขวา" หลงเหลืออยู่

......จนกระทั่งวันหนึ่งเวลา ๕ โมงเย็น ของวันที่ ๑๗ ส.ค. ๔๘ เทวาได้อัญเชิญ พระอังคาร (เถ้าถ่านปนกระดูก) มาส่งที่ทางเข้ากุฏิหน้าองค์พระสังกัจจายน์ โดยเป็นเสียงวัตถุหล่นดังพอสมควร ต่อมาจึงได้อัญเชิญมาไว้ที่กุฏิเป็นเบื้องต้น และนำพาคณะศิษยานุศิษย์ ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ถวายการสรงน้ำ และได้อัญเชิญขึ้นสู่บุษบกบน "ศาลาวิบูลธรรมธาดานุสรณ์" ในลำดับต่อไป.



◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


webmaster - 15/12/09 at 05:00


ประวัติ "พระโลหิตธาตุ" และ "พระทันตธาตุ"




(พระทันตธาตุ)

ในการรับเสด็จครั้งนี้หลวงปู่ใหญ่มหาโมคัลลานะได้บอกหลวงพ่อไว้ว่า จะนำเอา "พระโลหิตธาตุ" มามอบให้กับด้วยมือท่านเอง จึงสร้างความสงสัยให้กับหลวงพ่อเป็นอย่างยิ่งว่า หลวงปู่ใหญ่จะมอบให้กับมือได้อย่างไร

ความสงสัยนั้นก็หมดสิ้นไปในวันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๔๙ ตรงกับวันแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๑๐ ปีจอ เวลา ๑๖.๐๐ น. หลวงพ่อได้รับโทรศัพท์จากพระลูกศิษย์ผู้ดูแลวัดป่าคำบอนว่า

...... ที่รูปปั้นของ "หลวงปู่ใหญ่มหาโมคัลลานะ" มีวัตถุบางอย่างวางอยู่ที่มือและเปล่งรัศมี สร้างความตกใจให้กับพระภิกษุและชาวบ้านที่อยู่วัดป่าคำบอนจำนวน ๑๐ กว่าคนเป็นอย่างมาก

ท่ามกลางอากาศที่แปรปรวนมีฝนตกและฟ้าร้องรอบๆ วัดป่าคำบอน หลวงพ่อจึงได้รีบเดินทางไปวัดป่าคำบอนอย่างเร่งด่วน เมื่อไปถึงแล้วจึงได้ทราบว่า พระโลหิตธาตุ และ พระทันตธาตุ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จลงที่มือของหลวงปู่ใหญ่

จึงได้พาญาติโยมกล่าวคำบูชา ถวายสักการะและประกอบพิธีอัญเชิญขึ้นสู่วัด ในขณะที่หลวงพ่ออัญเชิญพระโลหิตธาตุและพระเขี้ยวฝางขึ้นมานั้น ชาวบ้านที่อยู่สองข้างทางอันประกอบด้วยชาวบ้านคำบอน บ้านกลางเมือง และบ้านหลักเมือง ได้เห็น "ลำแสง" ลอยตามรถของหลวงพ่อ สร้างความอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง

จึงได้พากันตามรถของหลวงพ่อขึ้นมาบนวัดเป็นจำนวนมาก เมื่อมาถึงวัดแล้ว หลวงพ่อได้นำพาคณะศิษยานุศิษย์สวดสรรเสริญพุทธคุณ และได้ถวายการสรงน้ำหอมองค์ "พระโลหิตธาตุ" และ "พระเขี้ยวฝาง" แล้วนำไปประดิษฐานเป็นการชั่วคราวไว้บนลานธรรม เปิดโอกาสให้แก่พุทธศาสนิกชนได้ชมพระบารมีและกราบไว้บูชาอย่างใกล้ชิด

ในพิธีดังกล่าวนี้ มีพุทธศาสนิกชนอยู่ในเหตุการณ์ร่วมร้อยชีวิต ตกกลางคืนที่วัด มีอากาศเย็นและปกคลุมไปด้วยหมอก ทั่วทั้งบริเวณบาง แห่งหมอกได้กลายเป็นน้ำแข็ง ซึ่งอากาศเช่นนี้ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนเลย ทั้งๆ ที่เป็นช่วงฤดูฝน



......สิ่งที่สร้างความอัศจรรย์ใจมากที่สุด คือ พระพุทธทันตธาตุ (พระเขี้ยวฝาง) เสด็จมาพร้อมกับ พระโลหิตธาตุ ซึ่งหลวงพ่อไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อนว่า จะมีพระเขี้ยวฝางเสด็จมาด้วย จากการเรียนถามหลวงปู่ใหญ่จึงทำให้ทราบว่า พระธาตุสดของพระพุทธเจ้าที่ยังไม่ถูกไฟเผาในโลกนี้มี ๓ คือ

๑. พระนขาธาตุ (ที่บรรจุไว้ในองค์หลวงปู่โตโคตมะ)
๒. พระโลหิตธาตุ
๓. พระทันตธาตุ


(พระโลหิตธาตุ)

เมื่อหลวงพ่อได้ค้นพบ "พระนขาธาตุ" และประกาศเชิดชูบูชา จึงเป็นเหตุนำพาให้ได้พบ "พระโลหิตธาตุ" และ "พระทันตธาตุ" จึงได้เสด็จตามมา เพราะพระธาตุสดทั้ง ๓ องค์นี้ ต้องมารวมกันเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้วัฒนาถาวรสืบต่อไป นี่คือเหตุผลแห่งการเสด็จมาของพระทันตธาตุ

หลวงปู่ใหญ่ ได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า พระทันตธาตุนี้ เป็นฟันกรามข้างขวา ซี่ในสุดของพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ ได้ถอนพระทนต์ซี่นี้ออกเพราะถูกแมลงเจาะ พระมหาเถระที่อยู่ในเหตุการณ์นี้มี พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระอัสสชิ และ พระราหุล

เมื่อทรงถอนเสร็จแล้วก็ทรงมอบให้แก่ พระมหาโมคคัลลานะ ท่านได้อธิษฐานเก็บรักษาไว้ที่ "ถ้ำสูกรขาตา" เขาคิชฌกูฏ ประเทศอินเดีย และหลวงปู่ใหญ่ ก็ได้นำมามอบให้กับหลวงพ่อ

เพราะหลวงปู่ใหญ่พิจารณาเห็นว่า หลวงพ่อเป็นลูกศิษย์ที่มีความกตัญญู ประกาศเกียรติคุณของหลวงปู่ใหญ่ต่อชาวโลก สร้างรูปเหมือนรูปแกะสลัก และทำล็อกเก็ตถวาย ทำให้ท่านซึ่งนิพพานไปแล้วกลับมามีตัวตนได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่มีลูกศิษย์ท่านรูปใดในอดีตที่ทำได้อย่างหลวงพ่อนี้เลย

หลวงปู่จึงได้เมตตานำพระทันตธาตุมามอบให้หลวงพ่อ ได้ประกาศเกียรติคุณสืบต่อไป จึงนับว่าเป็นบุญลาภอันประเสริฐ ที่ทำให้ชาวโลกได้มีโอกาสเห็นพระพุทธสรีระของพระพุทธองค์เพิ่มขึ้นอีกองค์


ข้อมูลและภาพ - suriyathat.net

◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


webmaster - 15/12/09 at 05:29


ประวัติการค้นพบ "รอยพระพุทธบาท"


รอยพระพุทธบาทปรากฏสู่สายตาชาวโลก

หลวงพ่อได้เคยนิมิตเห็นรอยเท้าใหญ่ปรากฏที่วัดเมื่อหลายปีก่อน แต่ก็ไม่ได้สนใจติดตามนิมิตนั้น จนกระทั่งได้ค้นคว้าจากบันทึกใน "พระคัมภีร์โบราณ" ซึ่งมีรูปรอยพระพุทธบาทปรากฏอยู่ด้วย

จึงทำให้หลวงพ่อได้ทราบว่าที่ภูพลานสูงนี้ มีรอยพระพุทธบาทซ่อนเร้นอยู่มาเป็นพัน ๆ ปี จึงทำการค้นคว้าหาตำแหน่งที่แน่ชัด จนได้ทราบ ได้บอกกับญาติโยมว่ารอยพุทธบาทอยู่ใกล้ ๆ กับ "น้ำบุ้น" และได้เตรียมการที่จะเปิดรอยพระพุทธบาท สู่สายตาชาวโลก ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ( กำหนดเดิม ) คณะศิษยานุศิษย์ จึงได้เฝ้ารอวันเวลาที่จะได้เห็น รอยพระพุทธบาท

จนกระทั่งตอนดึกของคืนวันที่ ๒๘ กันยายน ๒๕๔๙ เวลา ๒๓.๐๐ น. หลวงพ่อได้เรียก ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิด เป็นพระภิกษุ ๕ รูป และฆราวาส อีก ๓ คน ประกอบไปด้วย พระอาจารย์ประมวล เตชปญฺโญ พระเสาร์ สุธมฺโม พระพรชัย วิสุทฺโธ พระศรชัย สติสมฺปนฺโน อาจารย์น้อย แก้วคำ(น้องชายของหลวงพ่อ) คุณพรหมา คลายศรี (สท.ต.เมืองเดช) และคุณปัญญา อุจฉกรรณ์ เดินทางขึ้นสู่น้ำบุ้น ซึ่งห่างจากวัด ภูพลานสูงไปทางใต้ประมาณ ๓ กิโลเมตร

พอไปถึงหลวงพ่อก็ได้นั่งสวดคาถา ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ โบราณเพื่อเปิดรอยพระพุทธบาท พอสวดเสร็จ ก็ปรากฏว่ามีลำแสงมีลักษณะเหมือนดาวตกพุ่งลงมาที่พื้น ห่างจากจุดที่หลวงพ่อนั่งไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๑๐ เมตร สถานที่ดาวตกนั้นปรากฏว่า มีละอองควันสีขาวพวยพุ่งออกมา คณะลูกศิษย์จึงได้พากันไปดูสถานที่ตรงนั้น พิจารณาเห็นเป็นรากหญ้ารากไม้หนาประมาณเท่าผืนกระสอบ ป่านปกคลุมอยู่ในบริเวณกว้างประมาณหนึ่งตารางวา จึงได้ช่วยกันดึงรากหญ้านั้นออก



กลุ่มควันพุ่งออกจากพระพุทธบาท

ทุกสายตาต่างตกตะลึงเพราะสิ่งที่อยู่ ณ เบื้องหน้านั้น เป็นรอยพุทธบาทสีขาวบริสุทธิ์ มีลักษณะคล้าย "ดอกบัว" มีลักษณะเป็นวงรี ๆ โดยมีกลีบอยู่รอบๆ นับได้ ๑๗ กลีบ อยู่ติดกับก้อนหินสูงขึ้นมาประมาณ ๕ นิ้ว

ในรอยพุทธบาทนั้นสะอาดบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งใดแปดเปื้อน ทั้ง ๆ ที่อยู่ใต้รากหญ้า พอเปิดออกมาถูกอากาศก็มีปฏิกิริยามีคล้าย ๆ น้ำเดือด เมื่อได้พบแล้วคณะลูกศิษย์ก็พากันทำความสะอาดรอบ ๆ บริเวณรอยนั้น

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ที่สุดก็คือ เมื่อค้นพบทีแรก รอยพระพุทธบาทนี้มีลักษณะคล้ายดอกบัวกลมๆ นิ่ม พอทำความสะอาดเสร็จหลวงพ่อได้เอาศอกไปวัดดูรอยนั้น ปรากฏว่ารอยนั้นค่อย ๆขยายออกจนวัดได้ศอกหนึ่งพอดี และสีผิวรอยพระพุทธบาทนั้นเดิมที เป็นสีขาวบริสุทธิ์ แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและดำเข้ม ลักษณะที่อ่อนนิ่มนั้นได้แข็งตัวขึ้น

รอยพระพุทธ บาทนี้วัดความยาวได้ ๔๙ เซนติเมตร กว้าง ๙ นิ้ว มีลักษณะเรียบเสมอ เป็นรอยพระพุทธบาทข้างขวา จากนั้นหลวงพ่อก็ได้นำอิฐมาล้อมรอยพระพุทธบาทนั้นไว้ แล้วพาคณะจุดเทียนบูชาประกอบพิธีไหว้พระสวด บทสรรเสริญพุทธคุณ และได้วางผ้าไตรจีวรทับรอยพระพุทธบาทนั้นไว้ ๓ ไตรเสร็จแล้วได้เดินทางกลับมายังวัด

รุ่งเช้าจึงได้พาญาติโยมขึ้นไปทำความสะอาด ก่ออิฐถือปูนรอบ ๆ รอยพระพุทธบาท กางเต้นท์ ครอบรอยพระพุทธบาทไว้ในเบื้องต้น มีผู้ท้วงติงหลวงพ่อว่าไม่น่าจะไปก่ออิฐถือปูนรอบรอยพระพุทธบาท น่าจะปล่อยให้ตามธรรมชาติ เพื่อให้คนทั้งหลายที่ได้มากราบในภายหลังจะได้เห็นเป็นธรรมชาติ ถ้าหากว่าก่ออิฐเกรงว่า เขาจะว่าหลวงพ่อสร้างรอยพระพุทธบาทนี้ขึ้นเอง หลวงพ่อจึงได้ให้คำอธิบายว่า



บริเวณขอบพระพุทธบาทเป็นรูป "ดอกบัว"

การที่ท่านต้องรีบก่ออิฐถือปูนนั้นเพื่อเป็นการป้องกันรอยพระพุทธบาทไม่ให้ชำรุดเสียหาย เพราะถ้าหากท่านไม่ทำเช่นนั้นพุทธศาสนิกชนที่ขึ้นมากราบไหว้ ก็อยากจะสัมผัสจับต้อง ก็จะพากันเก็บเอาหิน,ดิน,ทราย รอบ ๆ รอยพระพุทธบาทนั้น จึงจำเป็นต้องรีบก่ออิฐฉาบปูนรอบ ๆ รอยพระพุทธบาท เพื่อเป็นการเชิดชูบูชาพระพุทธเจ้า

ซึ่งถ้าหากค้นพบแล้ว ไม่ทำการเชิดชูบูชาผู้รู้ทั้งหลายก็จะตำหนิได้ การกลัวจะถูกกล่าวหาว่าหลวงพ่อสร้างรอยพระพุทธบาทขึ้นเองนั้นอาตมาไม่กลัว เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวันค้นพบนั้นมีผู้เห็นเหตุการณ์หลาย คนทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ และได้มีการบันทึกภาพไว้ทุกขั้นตอน อาตมาเองมีความรู้ความเข้าใจในรอยพระพุทธบาทนั้นอย่างแจ่มแจ้ง จึงไม่ต้องรอให้ใครมาพิสูจน์ยืนยันอีกครั้ง ส่วนคนที่รอให้ผู้อื่นมายืนยันอีกที แสดงว่าผู้นั้นยังเคลือบแคลงสงสัยในสิ่งนั้นยังไม่แจ่มแจ้งอย่างแท้จริง

นี่คือเหตุผลที่หลวงพ่อได้เมตตาให้คำอธิบาย พุทธศาสนิกชนที่ได้ทราบข่าวก็พาหลั่งไหลขึ้นไปกราบไหว้ กันอย่างไม่ขาดสาย ถึงแม้ว่าการเดินทางขึ้นไปนั้นจะลำบากสักเพียงใดก็ตาม ต่อมาก็ได้อัญเชิญพระพุทธรูปที่สลักจากหินทรายเขียว ปางนาคปรก ขนาด ๒๙ นิ้ว สูง ๑๕๘ เซนติเมตร ขึ้นไปประดิษฐานไว้ข้าง ๆ รอยพระพุทธบาท โดยหลวงพ่อได้ให้ความหมายไว้ว่า การเอาพระปางนาคปรกไปไว้นั้น เพื่อเป็นเครื่องหมายให้คนทั้งหลายได้ทราบว่า พญานาคได้ดูแลอารักขารอยพระพุทธบาทนี้ไว้ด้วย

พิธีเปิดรอยพระพุทธบาทอย่างเป็นทางการได้มีขึ้น เมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๙ ตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีจอ โดยพิธีได้เริ่มในตอนเช้ามีพิธีทำบุญตักบาตรบวชต้นไม้ รอบ ๆ รอยพุทธบาทนั้น มีการทำบุญอุทิศให้แก่ทวยเทพ เทวาและสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่ได้เฝ้ารักษารอยพระพุทธบาทมาจนถึงยุคของพวกเรา โดยในพิธีนี้มีมหาชน ที่มีความศรัทธา ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ร่วมงานกว่า ๕๐๐ ชีวิต พอเสร็จพิธี แล้วก็มีสายฝนโปรยปรายลงมา อย่างไม่ขาดสาย สรรพสัตว์ที่ได้รับบุญกุศลคงจะได้อนุโมทนาบุญโดยถ้วนหน้ากัน

ประวัติความเป็นมาของรอยพระพุทธบาท

หลังจากที่หลวงพ่อได้รับคัมภีร์ที่เทวดานำมาถวาย และได้เห็นรูปรอยพระพุทธบาท หลวงพ่อได้ศึกษาประวัติความเป็นมาอย่างละเอียด จึงทำให้ได้ทราบว่า รอยพระพุทธบาทนี้ เป็นรอยพระบาทที่มีขนาดเท่าพระบาทจริง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระพุทธองค์ ได้เสด็จมาประทับรอยนี้ไว้ในคราวที่พระองค์ทรงมีพระชนม์มายุ ๕๐ พรรษา

พระพุทธองค์ได้ทรงเสด็จมาที่ตรงนี้ โดยมีพระมหากัสสปะเถระ พระสิวลี พระอานนท์ เป็นผู้ติดตาม เพื่อจะแสดงธรรมโปรดพระเทวจักร ผู้เป็นประธานสงฆ์ที่สุวรรณภูมิประเทศนี้ เพราะทรงทราบด้วย พระสัพพัญุตญาณว่าต่อไปภายภาคหน้า พระเทวจักรจะเป็นผู้รองรับพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ เมื่อได้ฟัง ธรรมแล้วพระเทวจักรได้บรรลุพระอรหันต์

สถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมได้แก่ บริเวณถ้ำพระสาวก ในปัจจุบัน ภูพลานสูงจึงเป็นดินแดนของพระอริยเจ้ามาตั้งแต่ครั้งอดีต เมื่อแสดงธรรมโปรดพระเทวจักร แล้วจึงทรง เสด็จไปประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ที่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้เพราะทรงทราบว่า

ในอนาคตต่อไปในภายภาคหน้ากึ่งพุทธกาล พระพุทธศาสนาจะมาเจริญรุ่งเรืองในดินแดนแถบถิ่นนี้ จักมีผู้มีบุญบารมีมา ค้นพบและ ประกาศศาสนธรรมของพระองค์ จึงได้ประทับรอยนี้ไว้เพื่อให้ชนผู้เกิดมาในภายหลังได้ทราบว่า ดินแดนแห่งนี้พระพุทธองค์เคยเสด็จมาด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่



รอยพระพุทธบาทเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล

ลักษณะการประทับรอยนั้น ไม่ได้ประทับลงกับแผ่นหิน ของภูเขาลูกนี้ หากแต่พระองค์ทรงรับสั่งให้พระสิวลีนำดินมาจากประเทศอินเดีย และจัดหาแร่ ๓ ชนิด แล้วนำมาผสมกัน แล้ววางไว้บนแผ่นหิน จากนั้นพระพุทธองค์ก็เดินประทักษิณเวียนรอบ ๓ ครั้ง แล้วทรงประทับรอยไว้ ทรงตรัสว่า

แม้เราตถาคตจะปรินิพพานแล้ว แต่เรายังไม่ได้ทอดทิ้งสาวกไปไหน บุญบารมีของเราจะมาอุบัติเกิดขึ้น ณ ที่ตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ในกึ่งศาสนายุกาล ๒๕๕๐ หลังจากนั้นพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จลงสู่บาดาลนคร เพื่อแสดง ธรรมโปรดพญานาคสืบต่อไป

ปี ๒๕๕๐ จึงถือว่าเป็นปีอันเป็นมหามงคล ซึ่งในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า โลกจะเกิดการเปลี่ยนแปลง เข้าสู่ยุคศิวิไลย์ การเสด็จอุบัติเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่ว่า พระองค์จะมีพระชนชีพคืนมาใหม่ แต่การอุบัติเกิดขึ้นอีกครั้งของพระพุทธเจ้านี้ หมายถึงการที่พระพุทธสรีระของ พระองค์ได้มาปรากฏเกิดขึ้นทุก ๆ ส่วนที่ภูพลานสูงนี้ ก็พระพุทธสรีระทุกส่วนได้มารวมกัน ดังนี้

พระบรมสารีริกธาตุข้อพระหัตถ์เบื้องขวา คือ "กระดูก"
☼ พระสรีรังคาร คือ "เถ้าถ่านและเศษกระดูกปนกัน"
☼ พระโลหิตธาตุ คือ "เลือด"
☼ พระทันตธาตุ คือ "ฟัน"
☼ พระนขาธาตุ คือ "เล็บ"
☼ พระพุทธบาท คือ "รอยเท้า"





จึงถือว่าพุทธสรีระของพระองค์ได้มารวมกันอย่างบริบูรณ์ เพื่อความยิ่งใหญ่ของ พระพุทธศาสนา พระพุทธ สรีระเหล่านี้ก็จะแผ่บารมี ให้กับผู้ที่มากราบไหว้ด้วยใจที่เลื่อมใสศรัทธา ก็เหมือนกับพระองค์มาเสด็จอุบัติเกิดขึ้น เพื่อเผยแผ่พระศาสนาอีกครั้งนั่นเอง

การที่รอยพระพุทธบาทปรากฏในช่วงก่อน ปี ๒๕๕๐ นี้ เพราะเมื่อนับเลขปลายของ พ.ศ. แล้ว ก็จะเท่ากับพระชนมายุของพระพุทธเจ้า ที่ทรงมาประทับรอยนี้ไว้ คือ ๕๐ ปี ก่อนจะปรินิพพาน ๓๐ ปี เมื่อนับรวมกันแล้วก็จะได้ ๒๕๘๐ ปี ถ้านับเฉพาะเลขหลังก็จะเท่ากับพระชนมายุของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก จึงนับว่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้เวียนกันมาบรรจบโดยบังเอิญ (หรือไม่)

ข้อมูลและภาพ - suriyathat.net

◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


webmaster - 25/12/09 at 09:27


ลูกแก้วและเกล็ดพญานาค




(ภาพจาก suriyathat.net)

ตามที่ได้เล่าไปแล้วว่า หลวงพ่อได้รับลูกแก้วพญานาคโดย ท้าวศรีสุทโธ นำมาถวายในวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๘ โดยบอกว่าเป็นดอกไม้จากเมืองพญานาค ขอน้อมนำมาบูชาพระบรมสารีริกธาตุ เป็นลูกแก้วขนาดใหญ่ มีหลายสี

หลังจากนั้นจึงได้นำ "เกล็ด" ที่ลอกคราบครั้งแรกมาถวายอีก พญานาคเรียก "เสื้อพญานาค" ถูกเก็บไว้ที่เมืองบาดาลนับเวลาได้เป็นหมื่นปี ก่อนจะนำมาถวายได้เหล่านาคต้องประชุมกันอยู่หลายครั้ง ปกติเมื่อพญานาคลอกคราบจะกินคราบของตัวเอง

แต่คราบนี้มารดาของท่านเก็บไว้ให้ และท้าวศรีสุทโธได้นำมาถวายเพียงส่วนหนึ่ง เพราะขนาดของคราบนั้นใหญ่และก็ยาวมาก (พญานาคจะลอกครบแต่ละครั้งจะใช้เวลา ๑๐๔ ปี ก่อนจะถอดคราบจะต้องเข้าไปอยู่ในถ้ำ เพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นจึงจะถอดคราบได้ เมื่อพญานาคนำมาถวายตอนแรก เกล็ดนั้นจะออกประกายแสงแวววาวสวยงามมาก เมื่อถูกมือคนจับต้อง ประกายแสงจึงได้หายไป)

นอกจากนี้ ท้าวศรีสุริยะเทพอินทร อดีตเจ้าเมืองพนมรุ้ง ยังได้นำแก้วประจำเมืองมาถวายหลวงพ่ออีก ๒ ลูก เนื่องจากอดีตชาติหนึ่ง หลวงพ่อเคยได้เกิดเป็นธิดาของท่าน

ในกลางปี ๒๕๔๙ ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปวัดหลวงพ่อได้เอาออกมาจากผอบแก้วให้พวกเราดูอย่างใกล้ชิด อธิบายให้เห็นข้อแตกต่างระหว่าง "เกล็ดพญานาค" กับ "เกล็ดงู" ใครขอดูหลวงพ่อก็จะเปิดให้ดู

แต่ปัจจุบันหลังจากเปิดรอยพระพุทธบาทแล้ว ผอบแก้วนั้นไม่สามารถเปิดออกได้อีก พระผู้ใหญ่ขอดูหลวงพ่อก็เต็มใจให้ดู แต่สุดวิสัยเพราะเปิดไม่ได้ แต่สามารถมองเห็นได้จากภายนอก เพราะเป็นผอบแก้ว. (ประทุมศรี ศรีภา - ผู้บันทึก)


นครจำปาศรี

สุดท้าย เป็นคำบอกเล่าของ พระโมคคัลลานะ จากนิมิตของพระอาจารย์ภรังสีความว่า

มีเจ้าเมือง ๓ เมือง ตีเข้ามาที่นครจำปาศรี เมืองจำปาศรีนี้มีผู้เล่าวา อัญญาอองเว ชาวมอญเป็นผู้สร้าง เทวจักรจึงให้บริวารไปตามเอาเจ้าเมืองมา ให้พระยาไปนั่งอยู่หน้าพระประธาน เทวจักรเอาพระธาตุและพระอังคารเหาะไปเอาพระธาตุไปไว้ที่ปราสาทขอม (ศาลพระพรหม) ยักษ์คุกเข่ารับพื้นดินกลายเป็นหนองใหญ่

สุดท้ายหามอย่างไรก็ไม่ขึ้น เลยยอมพระยายักษ์ จึงพาไปกราบที่ "ศาลพระพรหม" และเทวจักร จึงมอบไหบรรจุพระอังคารคนละไห พระราชาจึงพากันกลับบ้านเมืองของตนเอง เมืองที่ตั้งปราสาทขอม โบราณเรียกว่า "เมืองกาหลง" ผู้ใดเข้าไปมักหลงทางออกไม่ได้

หมายเหตุ : ปราสาทขอมโบราณ ในนิมิตคล้ายปราสาทบายน เมืองเสียมรัฐ กัมพูชา









ขอย้อนอ่านคำแปล "คัมภีร์เทวดา" เป็นสำนวนไทยภาคกลาง




ภาพนี้เป็นภาพที่ทางวัดพิมพ์ไว้ในปกด้านในของ "หนังสือพระบรมสารีริกธาตุเสด็จสู่วัดภูพลานสูง"


ในตอนนี้ ผู้เขียน "เว็บตามรอยฯ" จะขอขยายความจาก "พระคัมภีร์โบราณ" ส่วนที่ ๒ คำอ่านหน้าที่ ๖ - ๑๑ มีดังนี้

“...เผ่ยย่ำห่วง ฮองย็อกฉ่าย ยำว็อกไห่ กิดีมี ลัดฝ่อ ต่างมุเย่า เวว็อดห่ากีดิ พุทธาวดิ เมื่อศตวรรษโลกจักได้เสื่อมพระศาสนา มีราชา องค์น้อย หายใจบ่ทั่วท้อง มาเข้าเชิดชู คนจัก มรณาม้วน สูญพันธ์เมิดเผ่า..เป็นต้น..”

ผู้เขียนไม่คุ้นกับภาษาอีสาน จึงมอบให้ คุณนิภา (น้อย) เมืองไทย อยู่ที่ประเทศอิตาลี เป็นคนอีสานแต่กำเนิดช่วยแปลเป็นสำนวนภาคกลางให้อีกทีหนึ่งว่า...

“...เมื่อพระราชาองค์น้อยเริ่มเจริญวัยขึ้น แล้ว เมืองไทยเริ่มเปลี่ยนแปลง ต่อจากปี พ.ศ. ๒๕๕๐ นี้ มีทั้งคนดีและคนชั่วปะปนกัน เกิดโลกใหม่ ยุคศิวิไลซ์ พระสีส้มโยมสีเหลืองทั่ว ทั้งประเทศ ยกย่องสรรเสริญก้องขึ้นใน สุวรรณภูมิ คงความเห็นเป็นคำเดียวกันหมด ดั่งพระองค์ลงมาโปรดดูแลโลกใหม่ ผู้คนพากันไหลหลั่งมาเฝ้าต่อพระองค์...”


ต่อไปก็เป็นการบอกลายแทงขุมทรัพย์ มีค่าต่างๆ ๑๑ แห่ง ที่เคยเป็นเมืองล่มจมบาดาล หลายแห่ง สิ่งของเหล่านี้มีทองคำ เป็นต้น

“..จะโผล่ขึ้นมาเป็นสมบัติของราชวงศ์ ถ้าผู้ใดมีบุญให้ไปทำพิธีขอดู ท่านจะให้ไหม ถ้าได้แล้วนะ จะเอาไปทำอย่างที่พูดหรือคิดจริงไหม เทวดาชื่อ เทวจักร รู้อยู่แล้วว่า ใครจะเอาสมบัติ ไปบูรณะพระศาสนาและประเทศชาติบ้านเมืองจริง ถ้าใครมีบุญบารมีท่านจะให้

ดูรา..เจ้าองค์เอกสัพพัญญู ปูทางไว้ให้บุคลากรสานต่อ ถ้าหากไม่มีวาสนาจะได้พบ หมายมั่นพึ่งบุญ ทรัพย์มรดกที่พระองค์แบ่งให้ผสมกันหลายอย่าง ถ้าต่างคนต่างตั้งใจปรองดอง ตั้งมั่นรวมใจเป็นหนึ่ง เชื้อพระองค์แบ่งให้รักษา ไว้ซึ่งธรรมะประเพณีที่ดีงาม

จึงขอให้เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวพึ่งพากัน เปรียบเสมือนรากไผ่และกำแพง คำนี้คือคำของ “เมตตาหลวง” วัดโกสัมพี อยู่เมืองสาวัตถีโน้น นี่อีกวรรคหนึ่งที่พระองค์ทรงบันทึกไว้ ณ สาวัตถี”

คำทำนายนี้ต้นฉบับเดิมเป็นบทกลอน ถึงแม้จะเรียบเรียงใหม่ แต่ก็อ่านไม่ง่ายเลย จึงคิดว่าผู้อ่านคงจะจำได้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานเคยเล่าไว้ว่า ต่อไปจะเข้ายุคศรีวิไล ในสมัย รัชกาลที่ ๑๐ ไปแล้ว แร่ธาตุทองคำที่ซุกซ่อนไว้ จะปรากฏขึ้นในสมัยนั้นมากมาย โดยมีรายละเอียดดังนี้

"ในราวปลายรัชกาลที่ ๙ หรือรัชกาลที่ ๑๐ นี้ ประเทศไทยจะขุดพบแร่สำคัญชนิดหนึ่ง ซึ่งมีกำลังคล้ายแร่ "ยูเรเนียม" แต่ทว่ามีกำลังสูงกว่า ถ้าใช้ทางด้านสันติจะมีความเย็นสามารถเผาโรคได้ด้วยอำนาจของความเย็น ถ้าใช้ทางด้านพลังงาน ก็จะมีพลังงานสูงมาก ถ้าใช้ฆ่าฟันกันก็จะมีพลังงานมากยิ่งกว่าแร่ที่เขาใช้กันในปัจจุบัน

เวลานี้ขุดมาได้ก็เหนื่อยเปล่า ๆ ไม่มีประโยชน์ ถึงเวลามันจะปรากฎเอง และเมืองไทยจะมีทรัพยากรต่าง ๆ ปรากฎขึ้นมาอีกมากมาย เริ่มตั้งแต่พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นไป และจะค่อยๆ มีมากขึ้นอย่างเต็มที่ เมื่อกลางสมัยรัชกาลที่ ๑๐ ต่อไป ประเทศไทยจะมีความมั่งคั่งสมบูรณ์ ประเทศชาติจะร่ำรวยมาก"

เรื่องนี้มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง เพราะในขณะนี้มี "พระราชาองค์น้อย" ที่เริ่มทรงพระเจริญวัยจริงๆ ในวันทำพิธีสำคัญที่ผ่านมามีพระอาทิตย์ทรงกลดด้วย แล้วได้รับการขนานตามพระนาม “พระพุทธเจ้า” องค์ต้นๆ ตามที่ทราบกันดีอยู่แล้ว หากอนาคตต่อไปข้างหน้า ถ้าคำทำนายเป็นจริงแล้วไซร้ ชาวไทยคงมีความสุขกันถ้วนหน้า...!

◄ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตามตอนต่อไป )))


webmaster - 5/1/10 at 08:30


ผงแป้ง "ลูกสาวพญานาค"




(มวลสารที่ผสมด้วย "ผงแป้งลูกสาวพญานาค : ภาพจาก winitcq.com)

มีเรื่องเล่าว่า "แป้งลูกสาวพญานาค" และ "เกล็ดพญานาค" เมื่อประมาณต้นปี 2538 คณะครูบาแบ่ง ประกอบด้วยพระลูกศิษย์อีก 4 รูปได้ออกจาริกธุดงค์ไปยังเทือกเขาเพชรบูรณ์ เพราะทราบจากพระเกจิธุดงค์รูปหนึ่งว่ามีของวิเศษอยู่ที่ ถ้ำพญานาค ตั้งอยู่ในเขตอำเภอน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์

ในอดีตนั้น "ถ้ำพญานาค" นี้เป็นที่บำเพ็ญศีลภาวนากรรมฐานของพระป่าสายกรรมฐาน ได้มาสำเร็จที่ถ้ำแห่งนี้หลายรูป เท่าที่ทราบก็มี หลวงปู่มั่น หลวงปู่แหวน หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว หลวงปู่ผาง และรูปสุดท้ายคือ พระอาจารย์ทองใบ แต่ก็แทบเอาชีวิตไม่รอด มีเลือดออกทางจมูกและหู แต่ก็สำเร็จมาได้

นับจากนั้นมาก็ไม่ปรากฏว่ามีพระเกจิรูปใดกล้าไปที่นั้นอีก ว่ากันว่ามีอาถรรพ์ของ พญานาค ผู้ทรงฤทธิ์สถิตอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้ และเจ้าป่าเจ้าเขาก็แรงมาก อีกทั้งสัตว์ป่าอันตรายและโขลงช้างป่าที่ดุเอาการอยู่ คณะของครูบาแบ่งได้ธุดงค์เข้าป่าลึกมุ่งสู่ถ้ำพญานาคตามลายแทงที่พระธุดงค์มอบไห้ไว้ ในเขตป่าแห่งนี้เป็นป่าทึบอากาศหนาวเย็นมากตลอดทั้งปี

เมื่อไปถึงปากถ้ำแล้วจึงปักกลดธุดงค์ โดยแยกกันตั้งห่างกันพอสมควร เพื่อสงบเหมาะแก่การภาวนากรรมฐาน ในกลุ่มถ้ำพญานาคนี้ จะมีถ้ำเล็กถ้ำน้อยอยู่ลดหลั่นกันไปถึง 5 ถ้ำมีชื่อเรียกต่างกันไป ครูบาแบ่งท่านจะปักกลดอยู่ปากถ้ำใหญ่ที่อยู่บนสุดที่ชื่อว่า "ถ้ำพญานาค"

คืนนั้นเป็นคืนที่มืดสนิทมองไปทางไหนก็เห็นแต่สีดำทมึนของราตรีกาล เสียงป่าเสียงหรีดหริ่งเรไรได้สงบลงเงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงลมหายใจเท่านั้น คืนนั้นท่านก็ถูกลองดีซะแล้ว ท่านเล่าให้ฟังว่าเป็นอิทธิฤทธิ์ของเจ้าป่ามาทดสอบ ขณะที่ท่านเจริญภาวนาเข้าสมาธิดีแล้ว

ประมาณสักสี่ทุ่มเศษเห็นจะได้ พลันท่านก็รู้สึกได้ว่ามีแสงสว่างเป็นดวงไฟเจิดจ้าค่อยๆ ลอยเข้ามาหาท่าน ยิ่งใกล้ก็ยิ่งใหญ่ขึ้น ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนมาหยุดอยู่ตรงหน้าท่าน ดวงไฟใหญ่จนเต็มไปหมดในดวงไฟนั้น กลับปรากฏว่าเป็นในหน้าของคนที่ท่าทางดุมาก ผิวดำดวงตาแดงราวกับไฟ แต่มีเฉพาะในหน้าเท่านั้นไม่มีตัวตน นิ่งอยู่อย่างนั้นชั่วครู่ใหญ่

ครูบาเองไม่ได้หวั่นไหวแต่อย่างใดเพราะทราบอยู่ก่อนแล้วว่าที่นี่มีอาถรรพ์แรงจึงเตรียมตัวพร้อมรับ ท่านจึงได้กำหนดจิตตะคอกถามไปว่า ”ท่านเป็นใคร ต้องการสิ่งใด” ทันใดนั้นก็ปรากฏว่าแสงสว่างวาบขึ้นจนจ้าไปหมด พลันครูบาท่านก็รู้สึกตัวเมื่อได้ยินเสียงพระลูกศิษย์เรียกตะโกนมาว่า ”ครูบาๆๆ นิมนต์ลงมาฉันได้แล้วครับ”

ไม่น่าเชื่อว่าจะเช้าแล้วเหมือนเหตุการณ์เพิ่งเกิดเมื่อครู่นี้เอง ท่านว่าหากเดินทางมารูปเดียวตามลำพังอาจจะตายไปแล้วก็ได้ แต่ด้วยบุญบารมีของท่านจึงรอดมาได้ แสดงว่าเจ้าป่าเขาเปิดทางให้แล้ว เมื่อฉันเสร็จแล้วจึงทำพิธีบัดพลีขอ "แป้งลูกสาวพญานาค" วิเศษนั้นกับเทวดาอารักษ์และพญานาคทั้งหลาย เพื่อนำไปสร้างวัตถุมงคลให้ผู้คนได้บูชาได้ช่วยเหลือผู้ยากได้พ้นจากกองทุกข์

แล้วจึงพากันเข้าสำรวจถ้ำ ข้างในถ้ำอากาศเย็นมากยังกับติดแอร์ราวสามสิบตัว โพรงถ้ำสะอาดมากพื้นถ้ำก็ราบเรียบ มีหินงอกหินย้อยกระทบแสงไฟระยิบระยับสวยงามมาก มีลำธารน้ำไหลภายในถ้ำใสมากไม่ทราบไหลมาจากที่ใด มีความเย็นราวกับน้ำแข็งเหยียบเท้าลงไปสดุ้งวาบ ว่ากันว่าตลอด 3 วันที่ไปกันไม่มีใครสรงน้ำที่นั้นเลย ยกเว้นครูบาแบ่งท่านเดียวที่กล้าเข้ามาสรงน้ำในลำธารในถ้ำ

ท่านว่าถ้าลองแช่เท้าในน้ำกลั้นใจสักพักน้ำ ก็จะอุ่นเองสามารถสรงได้อย่างสบาย มีความสดชื่นอย่างประหลาด หายปวดเมื่อยทั้งร่างกาย คงเป็นน้ำทิพย์ของพญานาค ใครได้อาบดื่มกินจะช่วยให้มีเรี่ยวมีแรงมากขึ้น สุขภาพแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นมงคลต่อชีวิตอย่างยิ่ง วันแรกยังไม่พบอะไร คืนที่สองก็ไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก


(ภาพจาก : winitcq.com)

วันที่ 3 พอเข้าไปในถ้ำอีกสักครู่ก็พบโพรงลึกลงไปในพื้นถ้ำโตขนาดถังน้ำมันสองร้อยลิตร มีลมพัดสวนขึ้นมาแผ่วๆ หลวงพี่อำนวยจึงอาสาเป็นผู้กล้ามุดลงไปผูกสบงเป็นโจงกระเบนเตรียมไฟและถุงกับย่ามค่อยไต่โรยตัวลงไป พบว่าด้านล่างเป็นห้องโถงใหญ่มีหลายห้องลึกยาวเข้าไป สภาพสะอาดกว่าข้างบนซะอีก มีธารน้ำและหาดทรายด้วย แต่ทว่าทรายนั้นเป็นสีดำ นี่คือทรายที่พญานาคก่อนจะเข้าถ้ำจะคลายพิษทิ้งไว้

เมื่อเดินเข้าไปอีกก็พบรูปหินคล้ายลำตัวพญานาคทอดยาวไปขนาดใหญ่สูงกว่าตัวคน มีหัวอ้าปากมีเขี้ยวมีหงอนคล้ายพญานาคแกะสลักยังไงก็ยังงั้น แต่ช่วงกลางลำตัวและส่วนหางจนหายไปในผนังถ้ำ ตามละตัวมีเกล็ดเป็นหินแก้วขนาดใหญ่เรียงซ้อนคล้ายกับเกล็ดงูแกะสลักไว้ กระทบแสงสะท้อนแวววาวยังกับกระจกหลากสีสวยงามมาก อย่างนี้นี่เองที่พระเกจิในอดีตท่านขนานามไว้ว่า ”ถ้ำพญานาค”

บริเวณใกล้กันเป็นห้องโถงมีแท่นคล้ายเตียงนอนขนาดใหญ่ มีหินงอกย้อยลงมาคล้ายม่าน ใกล้ๆ กันมีบ่อเป็นหลุมขนาดครกตำข้าวในหลุมนั้น มีแป้งฝุ่นละเอียดอ่อนสีขาวนวล มีกลิ่นหอม นี่เองที่เขาเรียกว่า “แป้งลูกสาวพญานาค” หลวงพี่อำนวยจึงรีบโกยแป้งนั้นใส่ถุงจนหมด และรีบกลับออกมาโกยเอาทรายดำใส่ถุงและรีบปีนขึ้นมา

เมื่อกลับมาถึงข้างบนปรากฏว่า "ทรายดำ" นั้นกลายเป็นฝุ่นสีดำปนเหลืองคล้ายขี้มอด หลวงพี่อำนวยกลับโมโหใหญ่รีบคว้าคลานมุดลงไปอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้พบรอยเลื้อยของงูใหญ่อยู่บนหาดทรายและพื้นดินเลน เอามือลูบดูเป็นเมือกรื่นๆ ดมดูมีกลิ่นคาว และมีเกล็ดงูขนาดใหญ่กระทบแสงแวววาวหล่นอยู่ตามรอยเลื้อยนั้น

หลวงพี่อำนวยตกใจมากจึงเอามือรูดๆ รีบเก็บเอาเกล็ดนั้นมา แล้วเข้าไปใช้ขวานถากเกล็ดแก้วพญานาคที่หินรูปพญานาคนั้นทันที ครั้งแรกถากไปตามเกล็ดขวานกลับเด้งขึ้นไม่ละคายผิวเลย จึงลองกลั้นใจใหม่ถากย้อนเกล็ด ปรากฏว่าแผ่นแก้ว "เกล็ดพญานาค" หินนั้นหลุดออกมาทันที แล้วจึงรีบเก็บโกยเข้าถุงรีบปีนกลับขึ้นมาอย่างเร่งรีบ เนื้อตัวเปียกปอนสบงที่สวมขาดวิ่น เนื้อตัวถลอกปอกเปิกไปหมด ท่านว่าใช้เวลาลงไปแค่อึดใจเท่านั้นแต่เหมือนกับนานมาก เพราะมีความกลัว

ครูบาบอกว่าโชคดีแล้ว ถ้าช้ากว่านี้หรือครั้งแรกลงไปนานเกิน อาจจะพบกับสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนอาจจะตายก็ได้ จากนั้นก็รีบถอนกลดธุดงค์เดินทางกลับทันที กลับมาถึงวัดหลวงพี่อำนวยป่วยไปถึงสามเดือน รักษาอยู่นานอาการจึงเป็นปกติ

แต่ก็คุ้มที่ได้ "แป้งลูกสาวพญานาค" มา แถมด้วย "เกล็ดพญานาค" และ "เพชรพญานาค" (ถากมาจากรูปหินพญานาค) เป็นแก้วขาวมีทั้งใสและขุ่น มีความแววาวสวยงามมากไม่เหมือนอัญมณีใดๆ บนโลกนี้เลย เกล็ดพญานาค นั้นเป็นของวิเศษสามารถส่งเสริมดวงชะตาบารมี ป้องกันเภทภัยต่าง ป้องกันภูตผีปิศาจของเสนียดจัญไร ป้องกันคุณไสยดำต่างๆได้เป็นอย่างดี และเสริมการอธิษฐานให้แรงยิ่งขึ้น.

ที่มา - krubabang.com

ll กลับสู่สารบัญ

((( โปรดติดตาม ตอนที่ 3 คลิกที่นี่ )))