ตามรอยพระพุทธบาท

งานพิธีเททองสมเด็จองค์ปฐม "ทองคำ" ณ วัดท่าซุง (ตอนที่ 5)
webmaster - 16/2/09 at 10:28

« 1 | 2 | 3 | 4 | 5 l 6 »




(หลังจากพิธีเททองสมเด็จองค์ปฐมทองคำ เสร็จแล้ว คืนนั้นจึงได้นำออกมาให้ชมกันเลย)


เป็นอันว่า วัดท่าซุงได้เจริญรุ่งเรืองตลอด มาจนถึงปัจจุบันนี้ ด้วยความร่วมมือจากคณะศิษยานุศิษย์ทั่วไป ที่ได้ช่วยกันอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ ที่พวกเรามีความกตัญญูต่อพระองค์ท่าน ที่ได้สร้างชาติสร้างแผ่นดินไว้ ฉะนั้น การที่เรามี ชีวิตยืนยาวจนถึงโอกาสนี้นับเป็นอุดมมงคลยิ่ง

เพราะปีนี้เป็นปีครบ ๖ รอบของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่พระองค์ ได้เคยเสด็จมา ณ สถานที่แห่งนี้มาก่อน ควรที่จะพวกเราจะได้จัดงานอันเป็นมิ่งมหามงคล เพื่อเป็นเกียรติของวัด และลูกหลานหลวงพ่อ ทุกคน ในอันที่ถวายพระพรชัยมงคล เพื่อขอให้พระองค์ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนานเทอญ ฯ

การรื่นเริงบันเทิงใจ เพื่อแสดงให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทย ที่ยังรักยังห่วงแผ่นดิน หวังที่จะให้คนไทยเป็นอิสรภาพ ถึงแม้เราจะ เป็นหนี้ชาวต่างชาติ แต่สักวันหนึ่งเราจะกู้ผืน แผ่นดินนี้กลับมาอีก

ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะเรายังมี “พ่อหลวง” ผู้เป็นดวงใจของคนไทยทั้งชาติ ที่จะประกาศ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านได้อย่าง เต็มภาคภูมิภูมิใจไทย ร่วมร้อยหัวใจร่วมใฝ่ร่วมหวัง ภูมิพลังแผ่นดินถิ่นนี้ยิ่งใหญ่ ทรงปก ครองด้วยพระเมตตาดุจบิดร เหล่าประชาทุกข์ ร้อนใดใดกรายมา โอ้ฟ้าเป็นดั่งฝนดับไฟ...

ครั้นแล้วเพลง “ภูมิแผ่นดิน” ที่กำลัง เป็นที่นิยมในขณะนั้นก็ดังขึ้น โดยผู้ที่อยู่บนเวที ส่วนใหญ่จะเป็น คณะพุฒตาล และ คณะรวมใจภักดิ์ ซึ่งได้มีโอกาสซ้อมเนื้อร้องกันมาบ้างแล้ว จากนั้นผู้เขียนก็ได้บรรยายต่อไปว่า

ต่อไปขอให้พวกเราร้องเพลงเพื่อเป็น การเฉลิมพระเกียรติแด่องค์ประมุขของชาติ ซึ่งจะเป็นการร้องเพลงสุดท้ายของคืนนี้ ใน ฐานะที่พระราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น อยู่เป็นขวัญ แดน โพธิ์ทองของปวงประชา...

ตอนนี้เพลง “ราชาเป็นสง่าแห่งแคว้น” ก็เปิดดังก้องไปทั่วบริเวณนั้น แต่มีบางคนที่อยู่ไกล บอกว่าไม่ค่อยจะได้ยิน เพราะตอนนั้นใกล้เวลาจะสองยามแล้ว คงจะเกรงใจคนที่กลับไป นอนแล้วก็ได้ แต่พอเสียงเพลง “พ่อ” ดังขึ้น จึงมีความรู้สึกว่า คำว่า “พ่อ” มีความหมายมาก

ตอนนี้ในขณะที่ใกล้จบเพลงนี้ เสียงพลุ “ดาวกระจาย” ดังขึ้นบนท้องฟ้า ทุกคนต่างก็ มองขึ้นไปเบื้องบน เห็นพลุหลายหลากสีกระ จายเต็มท้องฟ้า ประทีปโคมลอยก็ถูกปล่อย ขึ้นไปเป็นระยะๆ ผสมผสานกับเสียงเพลงเซิ้ง “อีสานรวมเผ่า” และเพลง “รำเพลงกลองยาว”

ทุกคนร้องรำทำเพลงด้วยความรื่นเริง บันเทิงใจ เพื่อเฉลิมฉลองแห่งความสำเร็จ และเป็นการถวายพระพรแด่ในหลวง จนลืมความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาตลอดทั้งวัน อีกทั้งช่างได้นำพระพุทธรูปที่เพิ่งหล่อเสร็จออก มาให้ชื่นชมอย่างสมใจกันในตอนดึก

แม้ท่านเจ้าอาวาสจะกลับไปก่อนแล้ว แต่ก็จำต้องเปิดเพลงไปตามที่เตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งได้จัดไว้เป็นขั้นตอนแล้ว โดยไม่สามารถจะตัดออกได้ เพราะไม่ทราบว่าพิธีการหล่อพระจะ เสร็จเร็วหรือช้า หวังว่าทุกท่านคงไม่ตำหนิกัน ว่าจัดจนดึกดื่นเกินไป ขอให้เห็นใจผู้จัดบ้าง

จนกระทั่งได้เวลาอันสมควร ในขณะที่ พลุดาวกระจายทั้ง ๑๐๐ ลูก โคมลอยทั้ง ๑๐๐ ดวง ที่ได้พุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าท่ามกลางความมืดมิด เสมือนจะประกาศก้องไปให้โลกรู้ว่า พวกเราบูชา คุณของพระพุทธเจ้าอันหาประมาณมิได้

ในตอนนี้ จะเห็นโคมลอยขึ้นไปไกล จนเห็นแสงไฟระยิบระยับ ท่านอาจินต์ บอกว่า เพิ่งจะเห็นที่วัดเป็นครั้งแรกนี่เอง (เรื่องพลุนี้ได้ จัดมาจากสุโขทัย อ.พรทิพย์ เมฆประมวล เป็นผู้ติดต่อ โดยทางวัดเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย)

ครั้นเมื่อเสร็จงานผ่านไปแล้ว มีหลายคน เช่น ต๋อย (อัจฉรา) เป็นต้น ถ่ายรูปออกมาแล้ว ปรากฏว่ามีดวงไฟอยู่ในภาพหลายดวง แต่ดูแล้วมิใช่เป็นดวงไฟจากโคมลอยที่ปล่อยไป สันนิษฐานกันว่า น่าจะเป็นอำนาจพุทธานุภาพ มากกว่า เพราะมีปัญหาถามว่า ทำไมจึงถ่ายออก มาได้อย่างนี้หลายคน

และก่อนที่เพลง “สรรเสริญพระบารมี” จะดังขึ้น เพื่อเป็นการอำลากันในวาระสุดท้าย พลุดอกไม้เงิน ดอกไม้ทอง จำนวน ๓ ต้น อันเป็นพลุสวยงามที่เก็บเอาไว้เป็นชุดสุดท้าย ก็ถูกจุดขึ้นที่ด้านหน้าปะรำพิธี ทุกคนยืนมอง ดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ กิ่งก้านของต้นไม้เงิน ต้นไม้ทองทั้ง ๓ ต้น แกว่งไกวส่งประกายคล้ายดอกไม้ไฟได้อย่างสวยงาม

ทุกคนมองดูพร้อมกับปรบมือกันเป็น ครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะอำลาเข้าไปนอน เพราะตอน เช้าของวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ก.พ. ๔๒ ยังมีพิธีถวายภัตตาหารพระภิกษุสามเณรภายในปราสาททอง คำกันอีก หลังจากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไป

บทสุดท้ายนี้ ผู้เขียนก็ได้บรรยายมาเท่า ที่พอจะนึกได้ บางทีก็ดูรูปภาพที่ถ่ายไว้ด้วย แต่ ก็อาจจะไม่ครบถ้วนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จึงอาจจะมีข้อบกพร่องในการเล่า จะเป็นเรื่องของ งานก็ดี หรือบุคคลต่างๆ ที่มาร่วมงานก็ดี

ทั้งหมดนี้ ถ้าหากมีข้อผิดพลาดประการ ใด ผู้เขียนต้องกราบขออภัยพระภิกษุทุกรูป และญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งที่มาช่วยงานก็ดี หรือที่เดินทางมาร่วมงานก็ดี

แต่ผลบุญทั้งหมดนี้ อันเป็นกิจกรรมที่ ทำร่วมกัน รวมทั้งท่านที่ไม่สามารถมาร่วมงานได้ก็ตาม ถือว่าทุกท่านมีส่วนบุญด้วยกัน ผู้เขียนจึงกราบขออนุโมทนาคุณความดีของพระภิกษุทุกรูป อันมี ท่านพระครูปลัดอนันต์ เป็นประธาน

อีกทั้งท่านผู้ร่วมงานทั้งหลาย ที่ได้บริจาค ทรัพย์สินอันมีค่า โดยเฉพาะทองรูปพรรณ อัน เป็นเครื่องประดับกาย และทองคำแท่งทั้งหลายที่ชั่งน้ำหนักรวมกันแล้วประมาณ ๑๐๐ กว่า กิโลกรัม ซึ่งมิใช่ปริมาณน้อยเลย ทั้งนี้ ถ้ามิใช่กำลังใจของบุคคลผู้เข้าถึง ปรมัตถบารมี อันเป็นบารมีขั้นสูงสุด แสดงว่าทุก ท่านได้บำเพ็ญบารมีมาช้านานแล้ว จึงได้มีจิตใจ สูงส่งเช่นนี้

ฉะนั้น เมื่อนำมาหล่อหลอมรวมกันเป็นองค์พระพุทธปฏิมา คือ “สมเด็จองค์ปฐมบรมครู” อันเป็นปฐมบรมวงศ์แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงได้ชื่อว่าเป็นการบูชาพระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ ที่ได้อุบัติขึ้นมาในโลกนี้แล้ว

เป็นอันว่า บุญความดีมีหาประมาณมิได้ คงจะเหมาะสมสำหรับบุคคลผู้มุ่งพระนิพพาน เป็นที่สุด จึงขออวยพรให้ทุกท่าน ที่ตั้งใจแสวง หาแก่นธรรมอย่างแท้จริง จงได้เข้าถึงวิมุติหลุดพ้นจากกระแสเวียนวนในโลกทั้งสาม

ในขณะที่จะดับจิตสังขารไปจากโลกนี้ ขอผลความดีทั้งหมด จงได้ปรากฏรวมตัวกัน เพื่อส่งผลให้ทุกคน ได้มีดวงจิตที่สว่างไสว ปราศจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง เพื่อการบรรลุคุณธรรมอันสูงสุด ตามที่กุลบุตรกุลธิดา ทั้งหลายมีความปรารถนาว่า

ในการเกิดครั้งนี้ ขอให้เป็นการเกิดเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อหมดสิ้นภพชาติ เพื่อดับแล้ว ซึ่งเชื้อแห่งการเกิด เป็นการดำรงอยู่ในวงศ์แห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพื่อสถาปนาขึ้นเป็นพระอริยบุคคลอันประเสริฐ สมควรที่จะได้รับการ ยกย่องจากพระศาสดาว่า เป็นพระสาวกสาวิกาของพระองค์อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ คงจะได้มีโอกาสเข้าสู่ “ศากยวงศ์” เป็นแน่แท้ ถ้าทุกคนไม่ละความเพียร เพราะส่วนใหญ่ทุกคนก็มีวิมานรออยู่ที่พระ นิพพานแล้ว ยังรอโอกาสที่จะละกองทุกข์ ทั้งหลายในสังขาร ด้วยการดับตัณหาด้วย ปัญญาอันคมกล้า เสมือนกับเพชรฆาตที่ ประหารนักโทษแค่เพียงดาบเดียวก็ขาดฉะนั้น

หวังว่าทุกท่านคงจะคลาดแคล้วจาก “บ่วงมาร” ด้วยกำลังแห่งบารมีที่เคยบำเพ็ญ มาแล้วด้วยดี ทั้งนี้ บางท่านก็เคยปรารถนา พระโพธิญาณมาแล้ว แต่ถ้าวกกลับมาเป็นพระสาวกจะดีกว่า เพราะหัวหน้าได้อำลาไปแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเกิดอีกต่อไป

ณ โอกาสนี้ จึงขอเชิญท่านทั้งหลายที่ยังตั้งใจเช่นนี้ ขอได้อำลาเวทีตั้งแต่บัดนี้ เป็นต้นไป เพราะเวลาไม่คอยใคร หากตัด สินใจล่าช้าไป หนทางที่อยู่ข้างหน้า อาจจะไม่แน่นอน จึงขอให้รีบฉกฉวยโอกาสนี้ ก่อนที่จะสายเกินไปนะ..พวกพุทธภูมิทั้งหลาย! ก่อนที่จากลากันไปในฉบับนี้ จะขอนำบทขับร้องประกอบปี่พาทย์ “งานพิธีเททอง” ดังนี้


บทกลอนขับร้องประกอบดนตรีไทย

บทขับร้องประกอบปี่พาทย์
งานพิธีเททองสมเด็จองค์ปฐมทองคำ ณ วัดท่าซุง
ลำดับที่รายชื่อบทกลอนคลิกฟังเสียง
01 (เหาะ) สมเด็จพระพุทธสิขี
02 (ต้นวรเชษฐ์) ครั้งนี้ข้าฯ จัดพิธี
03 (มอญแปลง) งามปะรำราชวัติฉัตรตั้ง
04 (ช้างประสานงา) บรรดาเหล่าศิษย์ทั้งหมด
05 (เต่ากินผักบุ้ง) แม้นใครได้มากราบไหว้

บทเพลงขับร้องชุดนี้ ลิขสิทธิ์เป็นของวัดท่าซุง จัดทำโดย..คณะทีมงาน "เว็บตามรอยฯ"

(เหาะ)
สมเด็จพระพุทธสิขี
ทรงสั่งสมบารมีปรีชาหาญ
พุทธการกะพระโพธิญาณ
นานสี่สิบอสงไขยกำไรมี
น้ำพระทัยเมตตาปรานี
ชี้แสดงแจ้งใจเวไนยชน
(เทวาประสิทธิ์)

เป็นสัตตูปการสัมปทา
ที่ตั้งแห่งศรัทธาบุญกุศล
ของบรรดาประชาชีนิกรชน
ยามร้อนรนได้พึ่งพระกรุณา
พระองค์คือสมเด็จองค์ปฐม
บรมครูของพระพุทธศาสนา
ได้สืบทอดอริยวงศ์พระศาสดา
มาถึงกาลปัจจุบันเวลา

(เวสสุกรรม)
จบพานธูปเทียนบุปผชาติ
ขึ้นหว่างกลางนลาฏเกศา
สำรวมจิตระลึกคุณพระกรุณา
น้อมกราบแทบบาทาพระสุคต
องค์สมเด็จพระสิขีบรมนาถ
ปิ่นปราชญ์ปรีชาปรากฏ
ต้นพระพุทธวงศ์ทรงยศ
กำหนดพุทธศาสน์แต่โบราณ

(สะสม)
บูชาพระพุทธเจ้าทุกพระองค์
ย่อมดำรงศักดามหาศาล
บูชาพระธรรมโอฬาร
ได้ปัญญาญาณสราญใจ
บูชาพระสงฆ์ทรงศีลคุณ
เนื้อนาบุญโภคทรัพย์อสงไขย
ลูกนบกราบพระรัตนตรัย
ด้วยใจเคารพบูชา

(บรเทศ)
ขอน้อมกราบถวายอภิวาท
พระราชพรหมยานนาถา
พระคุณยิ่งกว่าบิดา
ผู้ก่อกายาของลูกนี้
ท่านได้สั่งสอนอบรม
ให้รู้คุณองค์ปฐมชินศรี
อนุศาสน์อุบายบรรดามี
ลูกนี้ได้แจ้งประจักษ์ใจ
ข้าฯ ไหว้พรหมเทพเทวา
ทั่วทุกชั้นฟ้าอาศัย
ขอจงได้โปรดช่วยอำนวยชัย
ให้การสำเร็จดังปรารมภ์ ฯ

(ต้นวรเชษฐ์)
ครั้งนี้ข้าฯจัดพิธี
หล่อพระพุทธสิขีองค์ปฐม ด้วยทองนพคุณนิยม ค่าสมควรคู่ดินฟ้า
ขอทุกองค์จงโปรดบริบาล ให้งานสัมฤทธิ์สมปราถนา
ให้ได้พระทองคำงามสุดตา ดังอินทรามาเนรมิตไว้

(บรเทศ)
ขอทุกท่านที่มาร่วมงาน จงสุขสำราญผ่องใส
ทุกข์โศกโรครานพาลภัย
จงดับสิ้นไปแต่บัดนี้
หวังใดได้สมจินตนา ขอวัฒน์เจ็ดจงมาเฉลิมศรี
ทำสิ่งใดสำเร็จสวัสดี
มีเกียรติเกริกหล้าธาตรี

(มอญแปลง)
งามปะรำราชวัติฉัตรตั้ง งามสะพรั่งบุปผชาติสะอาดศรี
งามหุ่นวิจิตรรูจี
งามดั่งท้าวโกสีย์สฤษฏ์ไว้
งามธูปเทียนทองเครื่องบูชา งามสง่าธงทิวปลิวไสว
งานกระบวนแห่แหนแน่นไป
งามวิไลวาทยะจังหวะจร
งามพลังศรัทธาบรรดาศิษย์ งามวิจิตรแต่งองค์ดังอัปสร
งามสรรพพิธีบวร
งามพรเทพซร้องอำนวยชัย

(มหาชัย)
ครั้นได้มหามหุติฤกษ์ ให้เบิกเบ้าทองผ่องใส
สมเด็จพุฒาจารย์สำรวมใจ หย่อนแผ่นทองลงในเบ้านั้น
พระสงฆ์เจริญชยันโต โพธิยา มูเล เสียงสนั่น
ปี่พาทย์สาธุการขึ้นพร้อมกัน เสียงฆ้องชัยลั่นกังวานไกล

(ช้างประสานงา)
บรรดาเหล่าศิษย์ทั้งหมด จิตกำหนดพุทโธที่เบ้าใหญ่
กรรพุมมือจับสายสูตรไว้ น้อมใจบังคมพระสุคต
ช่างทองค่อยเชิญน้ำทอง ประคองเทในพิมพ์ตามกำหนด
ได้เสร็จสมดังมโนรถ ทั้งหมดแสนเกษมเปรมใจ

(สารถี)
พระเอยพระทอง เรืองรองรัศมีสีใส
งามองค์ปางมารวิชัย งามพักตรพิไลพรายปรานี
งามกรงามศองามเนตร งามเกศเลสองค์พระชินศรี
ประทับนั่งบนบรรลังก์รูจี ประดับดวงมณีงามงด
พ่างพื้นฐานบัทม์ปัทมาสน์ วาดลายก้านแย่งแข้งสิงห์ขด
เลื่อมล้วนแก้วร้อยช้อยชด ผ้าทิพย์ชมพูนทพรรณราย
เรือนแก้วนาคเกี่ยวกระหวัดรอบ กรอบฝังเพชรรัตน์เฉิดฉาย
พระรัศมีทุกแฉกฉลักลาย แลคล้ายรังสีทินกร

(เต่ากินผักบุ้ง)
แม้นใครได้มากราบไหว้ ยึดไว้เป็นสติอนุสรณ์
ผู้นั้นจักจำเริญบวร สถาพรเป็นสุขสืบไป
ด้วยเดชานุภาพพระพุทธคุณ นำหนุนให้จิตผ่องใส
หากแม้นชีพดับสิ้นไป หมายใจย่อมพบพระนิพพาน ฯ


สำหรับบทขับร้องประกอบปี่พาทย์ที่จบไปนี้ เป็นบทขับร้องสรรเสริญคุณของ “สมเด็จองค์ปฐม” ต่อไปนี้จะเป็นบทขับร้องเพื่อเป็นการ ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวรโรกาสวันเฉลิมพระชนม์พรรษาครบ ๖ รอบ ประพันธ์โดย ดร.ปริญญา นุตาลัย เช่นกัน

(นางนาค)
วันนี้วันมหาสิทธิชัย มงคลเกริกไกรไพศาล
ข้าพระบาทลูกพระราชพรหมยาน ร่วมเฉลิมฉลองงานถวายพระพร
ปวงข้าฯ สร้าง สมเด็จองค์ปฐม งามสมนพคุณประภัสสร
น้อมถวายบุญกุศลสรรพพร แด่พระภูธรพระภูมิพล
ในกาลนี้พระองค์ทรงชันษา ยืนยาวมาครบรอบหกหน
ขอบารมีสมเด็จพระทศพล โปรดดลจตุพรพระภูบาล


(มหาฤกษ์)
ขอพระองค์จงเจิมเฉลิมฉัตร
ปิ่นรัฐปกไทยเกษมศานต์
เฉลิมยศเฉลิมศักดิ์โอฬาร เฉลิมวงศ์อวตารพระจักรี
ขอพระองค์จงทรงเฉลิมสุข ทุกข์โศกโรคภัยพินาศหนี
เฉลิมคุณพูนเพิ่มพระบารมี เฉลิมศรีวัฒนาสถาวร
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ทรงเกษมสำราญสโมสร
เฉลิมขวัญบรรดาประชากร เฉลิมพรบ้านเมืองร่มเย็นเอย ฯ


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า...

“คณะศิษย์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน”

****************



(ภาพนี้มีผู้ถ่ายไว้หลังจากเลิกงานแล้วที่ปราสาททองคำ)


เมื่อได้แถมท้ายกันด้วยบทกลอนแล้ว คงจะเป็นที่ซาบซึ้งตรึงใจได้เป็นอย่างดี แม้ กาลเวลาจะผ่านไปเป็นเวลา ๒ ปีแล้วก็ตาม แต่ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดถึงเสียงผู้คน ที่เกลื่อนกล่นไปทั่วทั้งวัดในวันนั้นยังจำได้ดี ทุกคนอยู่ในชุดแต่งกายแบบวัฒนธรรม ไทยจริงๆ ถึงแม้จะต้องอยู่ในชุดนี้ตลอดทั้ง วันและคืน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวพอ สมควร แต่ทุกคนก็เต็มใจที่จะทำความดี เพื่อผลบุญที่มหาศาลอันหาประมาณมิได้

ในตอนนั้นได้ยินเสียงปี่พาทย์บรรเลง สลับกับการร้องรำทำเพลงของพวกเรา ซึ่งเข้า กับบรรยากาศแบบไทยๆ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง เสียงพลุดาวกระจายดังสนั่นลั่นท้อง ฟ้าสวยงาม ท่ามกลางความตื่นเต้นดีใจ พร้อมทั้งโคมลอยถูกปล่อยออกไปไกลจนสุดสายตา

และแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ในความสงบเงียบ เมื่อพิธีการเฉลิมฉลองความสำเร็จ ที่เสร็จสิ้นลงไป ผู้ร่วมงานแต่ละคน ต่างก็เดินกลับสู่ที่พักของตนเองด้วยความอ่อนเพลีย ในขณะที่จิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความประทับใจ

ในที่สุดนี้ก่อนที่จะลาจากกันในฉบับนี้ ตามที่เกริ่นเอาไว้เมื่อฉบับส่งท้ายปีเก่าว่า จะอภินันทนาการแด่ท่านผู้อ่านเป็นกรณีพิเศษ ณ โอกาสนี้ จึงขอนำมรดกธรรมที่ทรงคุณค่าหาประมาณมิได้ที่ พระเดชพระคุณหลวงพ่อทิ้งไว้ให้ลูกหลานเป็นอนุสรณ์ อัน เป็น “ลายมือ” ของท่านจริงๆ ลายมือของท่านนี้ ผู้เขียนขอเรียบเรียงใหม่เพื่อการอ่านง่าย ดังนี้

๑๒ ส.ค. ๓๕ ไปเทวสภา พระพุทธ เจ้าองค์ปฐมเทศน์ให้เทวดาพรหม รู้ตัวว่ายัง มีบาปเยอะ ชี้ให้ดูนรก-นิพพาน

๑๓ ส.ค. ๓๕ ไปเทวสภา พระพุทธ เจ้าองค์ปฐมเทศน์ แล้วให้ชวนเทวดากับพรหม ไปนิพพาน

๑๔ ส.ค. ๓๕ ไปเทวสภา เทศน์ แล้วไปนิพพานพร้อมกัน เห็นแม่ชาตินี้ อยู่ข้างขวา ถามท่านยังไม่มีวิมานบนนิพพาน ให้ฟังเทศน์จากองค์ปฐม มีวิมาน

๑๖ ส.ค. ๓๕ พระยายมให้ไปพบ เทวดาใหม่ที่สำนัก

๑๗ ส.ค. ๓๕ ไปพบคน ๓๐ คน ที่สำนักพระยายม (บันทึก ๒๕ ส.ค. ๓๕)


หวังว่าทุกท่านได้อ่านแล้วคงพอใจ ต่อไปอีกไม่นานจะนำ “บันทึกครั้งสุดท้าย” ใน ปี ๒๕๓๕ ของท่านมาให้อ่านอีก ซึ่งจะมีข้อคิดสำหรับผู้ที่มุ่งนิพพานจริง...สวัสดี

« 1 | 2 | 3 | 4 | 5 l 6 »