ตามรอยพระพุทธบาท

(ตอนจบ) เล่าเรื่องไป "เมืองพม่า" วันที่ 11 ก.พ.- 2 มี.ค. 2553 (ตอนที่ 4)
webmaster - 13/7/10 at 06:20

ตอนที่ 1 | ตอนที่ 2 | ตอนที่ 3



สารบัญ (เลือก "คลิก" อ่านได้แต่ละตอน)

01.
เดินทางไปทาง "ภาคเหนือ" ของพม่า
02. ประวัติพระเจดีย์ชเวมิตซุ ทะเลสาบอินดอยี เมืองมิตจินา
03. เที่ยวชมพระพุทธรูปและพระเจดีย์สำคัญ ริมทะเลสาบอินดอยี
04. เดินทางไปเมืองมิตจินา
05. เที่ยวชมเมืองมิตจินา
06. ก่อนกลับแวะเที่ยวชม "เมืองปินอูลวิน" และมัณฑเลย์



01

เดินทางไปทาง "ภาคเหนือ" ของพม่า วันที่ ๒๔ - ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓


วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ (โมรู - อินตอว์ยี)
๔๕. พระเจดีย์ยานอ๋องเมียน เมืองโมเยี้ยน
๔๖. พระเจดีย์กลางน้ำชเวมิตซุ (Shwe Myitzu) ทะเลสาบอินดอยี เมืองมิตจินา (Myitkyina)

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ (อินตอยี - มิตจินา)
๔๗. พระพุทธรูป (จักสานด้วยไม้ไผ่) บ้านหนึ่งเหลา ริมทะเลสาบอินดอยี เมืองมิตจินา
๔๘. รูปปั้นแม่ม่ายและลูก ริมทะเลสาบอินดอยี เมืองมิตจินา
๔๙. พระเจดีย์ม๊อกสุมะ ริมทะเลสาบอินดอยี เมืองมิตจินา
๕๐. วัดเมษเสยา เมืองมิตจินา

วันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ (มิตจินา)
๕๑. วัดธรรมรักขิตะวอนโต เมืองมิตจินา

วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ (มิตจินา - มัณฑเลย์)
๕๒. พระพุทธสีหไสยาสน์ วัดละเยาโตมูทยา เมืองมิตจินา
๕๓. พระเจดีย์ วัดโลกะมันอ๋อง เมืองมิตจินา
๕๔. พระพุทธรูปยืน วัดยานโตมูพญา เมืองมิตจินา
๕๕. พระเจดีย์ วัดอันโตเชน (พระทันตธาตุส่วนกรามด้านขวา)
๕๖. พระเจดีย์อองยานอ๋องเส เมืองมิตจินา

วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ (มัณฑเลย์ - ย่างกุ้ง)
๕๗. พระพุทธรูป "มหามุนีพญา" เมืองปินอูลวิน (PYIN OO LWIN)
๕๘. วัดมหานันทะคู (ถ้ำน้ำตก) เมืองปินอูลวิน
๕๙. วัดมหาอัญชุกัน เมืองปินอูลวิน
๖๐. วัดจุละมุริยะมันสุ่น พระพุทธรูป ๔ ทิศ เมืองปินอูลวิน
๖๑. วัดพระงู (โมยพญา) บ้านปะเลย เมืองมัณฑเลย์



วันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ (โมรู - อินดอว์ยี)

๔๖. พระเจดีย์ชเวมิตซุ ทะเลสาบอินดอว์ยี เมืองมิตจินา (myitkyina)


......ผู้เขียนขอเล่าต่อไปเลยจากตอนที่ 3 ว่าหลังจากซ่อมรถเสร็จแล้ว ในตอนบ่ายจึงได้ออกเดินทางจากเมืองโมรู (Moluu) มาถึงเมืองโมเยี้ยน (Mohnyin) เพื่อเหมารถสองแถวในหมู่บ้านนี้ ซึ่งเป็นรถรับจ้างหลายสิบคัน

ในขณะที่ไปถึงจะมีบรรทุกผู้โดยสารเต็มจนล้นไปถึงบนหลังคาทุกคัน มีรถบางคันก็วิ่งสวนกลับมาจากทะเลสาปอินดอจี มีทั้งชาวบ้านและภิกษุสามเณรนั่งเบียดเสียดกันเต็มไปหมด ส่วนบางคนที่ใบหน้ายังคาดผ้ากันฝุ่นอยู่ ซึ่งมองดูแปดเปลื้อนไปหมด


(สภาพรถโฟล์วิลสองแถว ต้องพักเติมน้ำแถวลำห้วย เครื่องร้อนจัดมาก สภาพรถเมื่อ ๓๐ ปีก่อน)

ในตอนนี้พวกเราก็มีผิดพลาดกันเล็กน้อย คือความจริงรถทัวร์ของเราได้เตรียมรถสองแถวไว้ให้แล้ว เพราะค่ารถทัวร์เขาคิดเหมาค่ารถสองแถวไปด้วย แต่เนื่องจากมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ร่วมโดยสารมากับรถทัวร์คันเดียวกันเคยมาแล้ว แกก็ไม่รู้พาพวกเราไปเหมารถอีกต่างหาก อีกอย่างหัวหน้าทัวร์ติดต่อรถช้ามาก พวกเรากลัวว่าจะมืดค่ำระหว่างทางเสียก่อน จึงตัดสินใจเช่ารถไปกันเอง สภาพรถไม่มีแอร์ไม่มีพัดลม ต้องมีผ้ากันฝุ่นปิดจมูกไปด้วย

ค่าเช่ารถรวมแล้ว ๒๐,๐๐๐ จ๊าด (พระ ๒ องค์ๆ ละ ๘,๐๐๐ จ๊าด ส่วนคนที่นั่งหลังรถคนละ ๔,๐๐๐ จ๊าด) เส้นทางเต็มไปด้วยฝุ่นและถนนขุรขระมาก (ความจริงไม่น่าใช้คำว่าถนน เพราะสภาพเป็นทางเกวียนมากกว่า) ยิ่งช่วงที่ต้องขึ้นเขา ฝุ่นบนถนนจะหนาเป็นศอก ฝุ่นฟุ้งหนาทึบแทบมองไม่เห็นอะไรเลย วิ่งสวนกันแบบไม่ยั้ง ไม่สนใจว่าผู้โดยสารจะเป็นยังไง ขอให้ข้าได้วิ่งทำความเร็ว (ขับแบบรถแข่งแรลลี่ยังไงยังงั้น) เพื่อจะได้ย้อนกลับมารับผู้โดยสารอีก

ระหว่างนั่งรถไปบางช่วงเครื่องร้อน จะต้องแวะตักน้ำในแอ่งน้ำข้างทางเติมหม้อน้ำ รถสั่นคลอนไปทั้งคันเพราะความเก่านั่นเอง คนขับบอกว่าเขาวิ่งผ่านหมู่บ้านนี้แล้ว ที่เห็นทิวเขาสูงเบื้องหน้าจะต้องข้ามไป ในช่วงข้ามเขานี่แหละแสนโหด รถวิ่งสวนกันฝุ่นตลบ ใครไม่มีผ้าปิดฝุ่นไปด้วย จะต้องหายใจเอาฝุ่นเข้าเต็มปอด โชคดีที่ผู้เขียนเตรียมไปด้วย รถลงจากเขาแล้วนึกว่าจะถึง แต่เปล่า..คนขับบอกว่ายังอีกไกล เพราะจะต้องผ่านหมู่บ้านไปอีก ๘ หมู่บ้านจึงจะถึง....!



(สภาพกระเป๋าเดินทางที่อยู่บนหลังคา แล้วหิ้วลงมาไว้ในห้องพัก (มุงจาก) ปรากฏว่าฝุ่นเต็มไปหมด)

นับว่าน่าเห็นใจเหมือนกัน เพราะเทศกาลไหว้พระธาตุชเวมิตซุ จะมีเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์เท่านั้น คุณวัชรพล (ปุ๋ม) ต้องขึ้นไปนั่งบนหลังคา โดนรถกระแทกเสียก้นแทบพังไปเลย (ใครเป็นริดสีดวงไม่ควรไปเด็ดขาด) เพราะท้ายรถกระบะต้องเสียสละให้ผู้หญิงนั่งกัน ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๓ ชั่วโมงครึ่ง ยังอุตส่าห์ถ่ายรูปกระเป๋าที่อยู่บนหลังคาไว้ด้วย หลังจากช่วยกันปัดฝุ่นแล้วขนมาถึงกระต๊อบที่พักแล้ว โชคดีได้หนุ่มพม่าคนหนึ่งช่วยขนกระเป๋าให้เป็นอย่างดี


รถวิ่งออกมาจากหมู่บ้านในเวลาเย็น ผ่านทุ่งนาป่าเขาจนถึงหมู่บ้านทะเลสาปอินดอจี รถวิ่งฝ่าความมืดมองเห็นแสงสว่างแต่ไกล จึงทราบว่าใกล้ถึงสถานที่จัดงานเทศกาลแล้ว ปรากฏว่าถึงพระเจดีย์ชเวมิตซุเวลา ๑๙.๑๕ น. เนื่องจากไปช่วงงานเทศกาลกราบไหว้พระเจดีย์ ผู้คนจึงเยอะมาก มีร้านค้าขายของเต็มไปหมด พวกเราได้เข้าหาเช่าที่พักชั่วคราว ทั้งหลังคาและฝากั้นมุงด้วยจาก เป็นห้องแถวยาวเหยียด

ห้องแบ่งขนาดเล็กๆ พอคนนอนได้แค่หนึ่งหรือสองคนเท่านั้น ค่าที่พัก ๑๒,๐๐๐ จ๊าด ช่วงนี้คนแย่งกันหาที่พัก เพราะกระต๊อบเขามีไม่มาก บางคณะต้องเข้าไปนอนเบียดกันนับสิบคน ภายในห้องมีใบจากกั้นไว้เท่านั้น ฟากที่ปูไว้เวลาเดินจะเสทือนไปทั่วถึงกัน ประตูห้องไม่มีนะ ต้องหาผ้าปิดกั้นเอาเอง


เวลากลางคืนหลังจากต้องเดินไปอาบน้ำที่ไกลมาก ต้องเดินฝ่าฝูงชนท่ามกลางแสงสว่างที่ไม่ค่อยพอนัก พวกฆราวาสต่างหาอาหารรับประทานกันเอง เวลา ๒๑.๐๐ น. เสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินไปกราบพระเจดีย์ ซึมซับบรรยากาศที่ใช้เวลามายากและไกล ทรมานสังขารพอสมควรแต่ก็คุ้มค่ามาก สายลมจากทะเลสาบพัดโชยเย็นพอสบาย รู้สึกอิ่มใจทดแทนความอ่อนเพลียไปได้

ระยะทางเดินไปกราบพระเจดีย์ประมาณ ๘๐๐ เมตร อากาศเย็นแต่ไม่หนาวมาก ผู้คนชาวพม่าชาวจีนทั้งหญิงชาย ต่างมาไหว้กันเต็มลานพระเจดีย์ ท่ามกลางกลิ่นธูปและควันเทียน จึงกลับมาเข้าที่พักเวลาประมาณ ๒๓.๓๐ น. ต้องเดินผ่านห้องพักคนอื่นไปที่ห้องส้วมอยู่ด้านหลังส่งกลิ่นโชยดีจัง (ส้วมขุดแบบโบราณมองเห็นวิวชัดเจน) กลับมานอนมือก่ายหน้าผาก คิดว่าสถานที่นี้ในชีวิตนี้ไม่นึกว่าจะมาถึง..ดีใจจัง..!

พรุ่งนี้จะมองดูให้รอบ..ให้คุ้มค่ากับที่มาไกล เพราะกลางคืนมองอะไรไม่เห็นชัดนัก พวกเรากว่าจะมาทั้งทีก็ยาก จึงตั้งใจจะกราบให้ครบ ๓ ครั้ง คืนนี้ก็ได้กราบไป ๑ ครั้งแล้ว ท่ามกลางแสงไฟจากเครื่องปั่นที่สว่างไสวรอบองค์พระธาตุ กลางคืนมีของกินของใช้วางขายเหมือนงานวัดบ้านเราสมัยก่อน เช่นข้าวเกรียบแผ่นใหญ่ๆ กำลังปิ้งอยู่เป็นต้น คนพม่าเดินกันขวักไขว่ มีทั้งพระสงฆ์องค์เณรและแม่ชีแต่งสีชมพู ส่วนชาวบ้านก็มากมายหลายพันคน

งานเทศกาล (Festival) ครั้งนี้ เป็นงานประจำปีที่เขาจัดกันมานาน จนรู้กันทั่วประเทศ จะมีประชาชนเดินทางมาจากเมืองอื่นๆ ทั่วไป และผู้ที่นับถือศาสนาพุทธที่มาจากชายแดนจีน (เมืองมิตจินาติดกับชายแดนจีน) จากเอกสารที่ผู้เขียนมีข้อมูลอยู่แล้ว ว่าจะมีงานเทศกาลที่ไหนบ้าง คนไทยอาจจะไม่ค่อยรู้ เพราะแม้แต่ผู้เขียนเองที่เดินทางมาหลายครั้ง เพิ่งจะเห็นเอกสารนี้จากเจ้าหน้าที่ Information ที่เขาแจกให้กับนักท่องเที่ยวทั่วไปในกรุงย่างกุ้ง



งานเทศกาลที่น่าสนใจ

เดือนมกราคม

- เทศกาลทามาเน (Htamane Festival) หรือ งานฉลองการเก็บเกี่ยว จัดขึ้นทั่วประเทศ
- งานเฉลิมฉลองเจดีย์อนันดา (Ananda Pagoda) เมืองพุกาม (Began)
- งานเฉลิมฉลองรอยพระบาทชเวสิตตอว์ (Shwe-set-taw) เมืองมินบู (Minbu) มลฑลมะกวย (Magway)
- งานเฉลิมฉลองพระมหามุนี (Mahamuni Pagoda) เมืองมัณฑเลย์
- งานเฉลิมฉลองเจดีย์ชเวอูมิน (Shwe Oo Min Pagoda) รัฐฉาน (Pinyada Shan State)
- งานเทศกาล Kachin Manao หรือ เทศกาลฉลองรัฐคะฉิ่น เมืองมินจีนา (Myintkyina)

เดือนกุมภาพันธ์
- งานเฉลิมฉลองเจดีย์มอตินซุน (Maw-tin-sone Pagoda) เมืองพะสิม มณฑลอิระวดี
- งานเฉลิมฉลองเจดีย์อินดอยี (Indawgyi Pagoda) รัฐคะฉิ่น
- งานเฉลิมฉลองเจดีย์ปินยาดา (Pinyada Cave Pagoda) รัฐฉาน
- งานเทศกาลตรุษจีน

เดือนมีนาคม
- งานเฉลิมฉลองเจดีย์ชเวดากอง (Shwe-dagon Pagoda) กรุงย่างกุ้ง
- งานเฉลิมฉลองเจดีย์ชเวมอดอว์ (Shwe-mawdaw Pagoda Bago) เมืองหงสาวดี (พะโค)
- งานพิธีฉิ่นปิ้ว (Shinpyu Ceremonies) หรือ งานบวชเณร จัดขึ้นทั่วประเทศ

เดือนเมษายน
- งานเทศกาลติงจัน (Thingyan Water Festival) หรือ งานวันสงกรานต์ จัดขึ้นทั่วประเทศ
- งานวันปีใหม่พม่า จัดขึ้นทั่วประเทศ
- งานฉลองโปปานัด (Popa Nats Spirits) ที่บริเวณเขาโปปา (Mount Popa)

เดือนพฤษภาคม
- งานวันฉลองกาซง (Kason Fullmoon Day) หรือ วันวิสาขบูชา จัดขึ้นทั่วประเทศ
- งานเทศกาลกระบวนแห่ตองโย (Taung-yo ) ที่เมืองปินยาดา (Pinyada) รัฐฉาน

เดือนมิถุนายน
- งานเทศกาลนายง (Nayon Festival of Tipitaka) หรือ งานสอบพระไตรปิฎกของพระภิกษุสงฆ์ จัดขึ้นทั่วประเทศ

เดือนกรกฎาคม
- งานวันวาโส (Waso) หรือ วันเข้าพรรษา

เดือนสิงหาคม
- งานฉลองตองปะยอนนัต (Taungpyone Nats Spirit) เมืองมัณฑเลย์

เดือนกันยายน
งานฉลองพองดอว์อู (Phaung Daw Oo) หรือ งานขบวนแห่เรือและแข่งเรือ ทะเลสาบอินเล

เดือนตุลาคม
- เทศกาลตาดิงยุต (Thadingyut Festival of Lights) หรือ งานฉลองโคมประทีป (ออกพรรษา) จัดขึ้นทั่วประเทศ
- เทศกาลจ๊อกเซ (Kyaukse Elephant Dance Festival) หรือ เทศกาลช้าง เขตจ๊อกเซ (Kyause) เมืองมัณฑเลย์
- งานฉลองเจดีย์ชเวซิกอง (Shwezigon Pagoda) เมืองพุกาม

เดือนพฤศจิกายน
- เทศกาลตาซองดิน (Tazaungdine Festival of Lights) จัดขึ้นทั่วประเทศ
- งานฉลองเจดีย์ไจทิโย (Kyaikhtiyo Pagoda) พระธาตุอินทร์แขวน เมืองไจโท่ (Kyaikhto) รัฐมอญ
- เทศกาลดอกไม้ไฟเมืองตองยี รัฐฉาน
- เทศกาลกาเตียนทินกัน หรือ เทศกาลทอผ้า ตะซาวง์โมง จัดขึ้นทั่วประเทศ

เดือนธันวาคม
- งานฉลองเทียน ๙.๐๐๐ เล่ม ที่เจดีย์โกทัตจี เมืองย่างกุ้ง
- วันปีใหม่คะยิ่น
- วันคริสต์มาส


แหล่งข้อมูล : หนังสือคู่มือนักเดินทางฉบับพกพา เมียนมาร์ หนังสือในเครือ เที่ยวรอบโลก

ll กลับสู่สารบัญ



02.

ประวัติพระเจดีย์ชเวมิตซุ ทะเลสาบอินดอยี เมืองมิตจินา

วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ (อินตอยี - มิตจินา)

๔๗. พระพุทธรูป (จักสานด้วยไม้ไผ่) บ้านหนึ่งเหลา ริมทะเลสาบอินดอยี เมืองมิตจินา
๔๘. รูปปั้นแม่ม่ายและลูก ริมทะเลสาบอินดอยี เมืองมิตจินา
๔๙. พระเจดีย์ม๊อกสุมะ ริมทะเลสาบอินดอยี เมืองมิตจินา
๕๐. วัดเมษเสยา เมืองมิตจินา

Kachin State

.....Kachin State is the northernmost state of Myanmar. It is bordered by China to the north and east; Shan State to the south; and Sagaing Division and India to the west. It lies between north latitude 23? 27' and 28? 25' longitude 96? 0' and 98? 44' . The area of Kachin State is 34,379 sq. miles. The capital of the state is Myitkyina. Other important towns include Bhamo.

Kachin State has Myanmar’s highest mountain, Hkakabo Razi, at 5889 meters in height, forming the southern tip of the Himalayas, and Myanmar’s largest lake, Indawgyi Lake. Hkakabo Razi is Southeast Asia's highest mountain, located in the northern Myanmar state of Kachin. The peak is enclosed within Hkakabo Razi National Park.

It is entirely mountainous and is characterized by broad-leaved evergreen rain forest, a sub-tropical temperate zone from 8,000 ft. to 9,000 ft. Indawgyi Lake is the largest inland lake in Southeast Asia. It is located in Mohnyin Township in the Kachin State of Myanmar.

The lake measures 8 miles east to west, and 15 miles north to south. There are over 20 villages around the lake. The predominant ethnic groups living in the surroundings of the lake are the Shan and the Kachin, who mainly practise agriculture.


......ในตอนเช้าวันนี้ ผู้เขียนกับพระสุวรรณและปุ๋มได้เดินไหว้พระเจดีย์กันแต่เช้ามืด เพื่อทำสถิติไหว้เป็นครั้งที่ ๒ กะว่าขากลับจะมาไหว้ให้ครบเป็นครั้งที่ ๓ เสร็จแล้วก็เตรียมลงเรือไปเที่ยวในทะเลสาปอินดอจีต่อไป (ตามโปรแกรมเป็นวัดที่มี พระพุทธรูป (จักสานด้วยไม้ไผ่) บ้านหนึ่งเหลา ริมทะเลสาบอินดอยี ) ซึ่งสามารถชมองค์พระเจดีย์ชเวมัตสุได้โดยรอบ โดยมีลักษณะเหมือน "พระเจดีย์กลางน้ำ เมืองสิเรียม" ที่อยู่กลางแม่น้ำ แต่ที่นี่อยู่กลางทะเลสาปและมีขนาดใหญ่กว่า "ทะเลสาปอินเล" อีกด้วย



(ภาพพระเจดีย์กลางน้ำ เมืองสิเรียม นำมาเปรียบเทียบกับพระเจดีย์กลางน้ำ ทะเลสาปอินดอจี)


ตอนเช้าพอสว่างดีแล้วรีบตื่นขึ้นมา เพื่อไปกราบไหว้เป็นครั้งที่ ๒ แล้วกลับมาทานอาหารเช้า เวลา ๐๖.๓๐ น.หัวหน้าทัวร์จัดให้ลงเรือไปในทะเลสาบอินดอร์ยี ซึ่งเป็นเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นพอดี ทิวทัศน์บรรยากาศยามเช้าสดชื่น ร่างกายได้พักผ่อนพอหายเหนื่อยดีแล้ว ออกมายืนริมทะเลสาป ได้มองดูอย่างเต็มตา..เต็มอิ่ม..เต็มใจ..ตามที่ตั้งความปรารถนามานาน ได้ยินเสียงเครื่องเรือดังก้องระงมเต็มท้องน้ำไปหมด เห็นเรือวิ่งไปมาไม่ขาดระยะ เพราะนักท่องเที่ยวต่างก็หาโอกาสในยามเช้าเช่นกัน


ท่าเรือมีหลายแห่ง แต่ละแห่งมีนับสิบลำ ฉะนั้นพวกเราจึงค่อยสบายใจ มองไปไกลๆ ยังเห็นพระเจดีย์อยู่ท่ามกลางสายหมอกบางๆ เวลา ๐๗.๐๐ น. นั่งเรือประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงสถานที่แห่งแรก ช่วงที่นั่งเรือมีนกนางนวลบินมากินอาหารที่พวกเราส่งขึ้นไป เป็นเวลาที่บรรยากาศสวยงามและสงบเงียบตามธรรมชาติ


บัดนี้ความฝันได้กลับกลายเป็นความจริง ผู้เขียนไม่นึกว่าจะมาอยู่ ณ ที่นี้ได้ เหมือนฝันจริงๆ ที่มองเห็นทะเลสาปไกลสุดสายตา ความนึกคิดระหว่างนั่งเรือรอคนอื่นๆ เสียงที่เจ้าของโรงแรมในย่างกุ้ง ได้บอกผู้เขียนไว้ตั้งแต่เดือนมกราคมว่า พระเจดีย์แห่งนี้จะมีทางคนเดินไปเฉพาะเดือน ก.พ. - มี.ค เท่านั้น อีกทั้งยังมีทางที่เทวดาเดินอีกด้วย และน้ำจะลดลงมาตามที่เห็นในภาพนี้แหละ พ้นจากงานเทศกาลน้ำก็ท่วมทางเดินเหมือนเดิม

จุดนี้แหละที่เป็นจุดสนใจตั้งแต่นั้นมา ผู้เขียนพยายามวางแผนการเดินทางมาตั้งแต่เดือนมกราคม หลังจากรู้ว่ามีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่นี้ด้วย ทั้งๆ ที่เดินทางสำรวจทั่วประเทศพม่ามาหลายปี แต่ไม่มีใครบอก เพิ่งจะรู้จากเจ้าของโรงแรม และเป็นการบังเอิญจริงๆ ที่แกมาเฉพาะวันนั้น วันหลังก็ไม่เห็นแกมาโรงแรมอีกเลย ถือว่าโชคดีจริงๆ



(ภาพบรรยากาศยามเช้าบริเวณริมทะเลสาบอินดอยี)


ผู้เขียนขอให้ปุ๋มถ่ายทางเดินให้ต่อเนื่องจนถึงองค์พระเจดีย์ เพื่อให้ท่านผู้ชมที่ไม่มีโอกาสไปจะได้เห็นชัดเจน จะมีคนเดินไปมาทั้งวันและคืนตลอดงานเทศกาลอย่างนี้ไม่ขาดสาย แล้วนึกภาพต่อไปว่า อีกไม่กี่วันน้ำก็จะท่วมทางเดินเหมือนเดิม บริเวณพระธาตุก็จะเหมือนกับอยู่กลางทะเลสาปอีกเป็นเวลานานต่อไป


ก่อนจะเดินทางไปไกลจากที่นี่ คนขับเรือหางยางได้ขับวนรอบองค์พระธาตุ เพื่อให้พวกเราได้ชื่นชมโดยรอบ สวยงามเหมือนพระเจดีย์กลางน้ำ เมืองสิเรียม แต่ที่นี่ไปยากและหนทางลำบากกว่ากันหลายร้อยเท่า ทั้งที่พักและที่อาบน้ำ เรื่องอาหารพื้นบ้านของเขาก็ต้องระมัดระวัง


เรือได้วิ่งวนรอบใช้เวลาไม่นานนัก แล้วก็วิ่งออกมาห่างไกล เห็นฝูงนกนางนวลบินโฉบไปโฉบมา ผู้หญิงที่เคยมาได้ซื้ออาหารนกมาด้วย ส่วนพวกเราไม่เคยมาจึงไม่เตรียมมาเลย แต่โยมเขารู้เขาก็แบ่งให้ จึงสนุกกับการโยนขึ้นไปให้นกบินโฉบไป ต้องอาศัยจังหวะการโยน และความสามารถของนกด้วย


พระเจดีย์ชเวมิตซุนี้ พระสุวรรณบอกว่าได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว แต่เพิ่งจะรู้ว่าอยู่ที่นี่ ท่านก็เพิ่งจะเดินทางมาเหมือนกัน ผู้เขียนจึงอยากจะเล่าประวัติความเป็นมาก่อน ซึ่งได้ข้อมูลมาเป็นภาษาพม่า แต่ก็ได้คุณมายิน เดียวสุรินทร์ นำไปให้ "ลิ้นจี่" ซึ่งเป็นลูกจ้างมาจากพม่าช